สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TCT) กำลังผลักดันโครงการยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางดิจิทัลระดับประเทศ โดยกำหนดให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่รวบรวมจากระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) และอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) ทั่วประเทศ จัดเก็บไว้บนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ภายในประเทศไทย
โครงการดังกล่าวมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในเดือนธันวาคมปีนี้ โดยเริ่มจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ 3 ราย มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลดิจิทัลของประเทศ ผ่านระบบการรับรองตนเอง (Self-declaration) ของเจ้าของผลิตภัณฑ์
ห่วงข้อมูลกล้อง IoT หลายสิบล้านตัวส่งภาพไปต่างประเทศ
แหล่งข่าวสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ ท่ามกลางการขยายตัวของกล้อง CCTV ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ IoT ที่มีจำนวนหลายสิบล้านตัวทั่วประเทศไทย โดยอุปกรณ์เหล่านี้ส่งภาพไปจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ในต่างประเทศ โดยยังไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน หรือระบบตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานอย่างเพียงพอ
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทย เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อาจเผชิญข้อจำกัดด้านเขตอำนาจในการบังคับใช้ เมื่อข้อมูลภาพถูกจัดเก็บอยู่นอกประเทศไทย
เพื่อปิดช่องว่างด้านการกำกับดูแลระหว่างที่กฎหมายที่มีผลผูกพันยังอยู่ระหว่างการจัดทำ สมาคมโทรคมนาคมฯ เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ไม่แสวงหากำไรและดำเนินงานภายใต้คณะกรรมการบริหารชุดที่ 16 จึงเตรียมนำระบบรับรองตนเองโดยสมัครใจในชื่อ “สมาคมโทรคมนาคม Certificate” มาใช้ โดยมีแนวคิดคล้ายฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ของประเทศไทย
ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์จะได้รับการสนับสนุนให้แจ้งสถานที่จัดเก็บข้อมูลด้วยตนเอง พร้อมยืนยันการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด
แนวทางที่จะทำสอดคล้องกับแผนงานของคณะกรรมการบริหารชุดที่ 16 ที่กำหนดให้ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ โดยมุ่งเน้นเป็นพิเศษที่การจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศ
กล้อง CCTV ถือเป็นอุปกรณ์ IoT ที่ใช้งานแพร่หลาย โดยทั่วไปกล้องจะเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi หรือซิมการ์ด และบันทึกข้อมูลภาพก่อนส่งไปจัดเก็บในระบบคลาวด์
ตรวจสอบแล้วติดสติกเกอร์ คิดค่ารับรองรุ่นละ 20,000 บาทต่อปี
หลังผ่านการตรวจสอบและยืนยันข้อมูล สมาคมโทรคมนาคมจะออกสติกเกอร์รับรองที่มีหมายเลขประจำและบาร์โค้ด โดยคิดค่าสติกเกอร์ประมาณ 2–3 บาทต่อหน่วย และมีค่าธรรมเนียมการรับรองรายปี 20,000 บาทต่อรุ่นกล้อง เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและดำเนินงาน
โครงการจะเริ่มนำร่องในตลาดธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) ผ่านผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลัก 3 รายของไทย ได้แก่
Advanced Info Service (AIS)
True Corporation
National Telecom (NT)
ผู้ให้บริการทั้ง 3 รายมีเครือข่ายคลาวด์ภายในประเทศที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้
แม้โครงการจะเป็นไปโดยสมัครใจ แต่ สมาคมฯ คาดหวังว่าความต้องการของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ซึ่งผ่านการรับรอง จะช่วยจูงใจให้ผู้นำเข้าและผู้จำหน่ายรายย่อยเปลี่ยนไปใช้ผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ของไทย
เตรียมให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ PDPC NCSA กสทช.
กรอบการรับรองตนเองของ สมาคมฯ ออกแบบให้สอดคล้องกับแนวทางกำกับดูแลที่มีผลผูกพัน ซึ่งคาดว่าจะออกโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) และ สำนักงาน กสทช. (NBTC)
สมาคมโทรคมนาคมฯ เชื่อว่า ผู้บริโภคจะตอบรับโครงการ เพราะเห็นว่าการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและประเทศ โดยยกตัวอย่างว่า หากติดตั้งกล้อง CCTV ไว้หน้าบ้าน เจ้าของบ้านอาจไม่ทราบว่าระบบจำกัดสิทธิ์การรับชมภาพไว้เฉพาะตนเอง หรือเปิดให้บุคคลอื่นเข้าถึงภาพจากกล้องได้ด้วย
หากข้อมูลถูกจัดเก็บในต่างประเทศ การบังคับใช้กฎหมายไทย เช่น PDPA เพื่อควบคุมการเข้าถึงข้อมูลก็อาจทำได้ซับซ้อนขึ้น ในทางกลับกัน การจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศจะทำให้การจัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูลอยู่ภายใต้กฎหมายไทย
“ อย่างการกำกับดูแลโดรน หน่วยงานที่ดูแลคือ กสทช.กับ NCSA จุดมุ่งหมาย คือ การตรวจสอบการปฏิบัติงานของโดรน รวมถึงตำแหน่งขึ้นบินและลงจอดของโดรนที่จดทะเบียนแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการควบคุมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของอุปกรณ์ ทั้งในมิติความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และอธิปไตยด้านข้อมูล ”
ปัจจุบันยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าข้อมูลจากกล้องเหล่านี้ถูกจัดเก็บไว้ที่ใด แต่คาดว่าข้อมูลส่วนใหญ่ถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ในต่างประเทศ จึงต้องการผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นวาระนโยบายระดับประเทศ
การออกกฎหมายโดยตรงในประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย สมาคมโทรคมนาคมฯ จึงได้หารือกับ NCSA และ กสทช. เพื่อจัดทำแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกละเมิดหรือรั่วไหล โดยเฉพาะภาพจากกล้องที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง




