ไทย-เมียนมา เปิดบทใหม่เศรษฐกิจ
จาก ‘การค้าชายแดน’ สู่โจทย์ฟื้นความเชื่อมั่น-เชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค
ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา กำลังเดินเข้าสู่จังหวะที่ต้องจับตาอีกครั้ง หลัง มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา เยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 และพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยทั้งสองฝ่ายวางประเด็นความร่วมมือไว้กว้างกว่าการค้า ตั้งแต่เศรษฐกิจ การลงทุน แรงงาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงความมั่นคงและปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของมิน อ่อง ไลง์ หลังได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเมียนมาในเดือนเมษายน 2569 จึงมีนัยสำคัญทั้งในเชิงการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่ไทยเองกำลังพยายามเดินหน้าแนวทาง “re-engagement” กับเมียนมาอย่างมีจังหวะและระมัดระวัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยและผลักดันความร่วมมือในกรอบอาเซียนไปพร้อมกัน
พูดอีกอย่างหนึ่งคือ นี่ไม่ใช่แค่การเยือนของผู้นำสองประเทศ แต่เป็นการเปิดช่องทางเจรจาใหม่ในช่วงที่เศรษฐกิจชายแดนไทย–เมียนมาต้องการความแน่นอนมากขึ้น
จังหวะสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา
แรงกดดันทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านการค้า กำลังผลักให้ทั้งสองประเทศต้องเร่งฟื้นกลไกความร่วมมือ
สำหรับเมียนมา เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณทรงตัวหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2568 แต่ภาคธุรกิจยังเผชิญข้อจำกัดด้านไฟฟ้า ต้นทุนขนส่ง ความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ และความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ขณะที่ World Bank คาดว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะขยายตัวเพียง 2% ในปีงบประมาณ 2569/70 และยังเตือนว่าความขัดแย้งและปัญหาการค้า-โลจิสติกส์เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัว
ในอีกด้านหนึ่ง ไทยมีผลประโยชน์โดยตรงจากการรักษาเสถียรภาพของพื้นที่ชายแดน เพราะเมียนมาไม่ใช่เพียงตลาดส่งออก แต่เป็นทั้งประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งพลังงาน แหล่งแรงงาน และเส้นทางเชื่อมโยงไทยเข้าสู่เอเชียใต้และอินเดีย
ดังนั้น เมื่อเมียนมาเข้าสู่โครงสร้างรัฐบาลชุดใหม่และมิน อ่อง ไลง์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี การเปิดช่องทางหารือระดับผู้นำจึงเป็นจังหวะที่ไทยสามารถผลักดันประเด็นเศรษฐกิจที่ค้างอยู่ให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาได้อีกครั้ง
รัฐบาลไทยระบุชัดว่าการเยือนครั้งนี้จะครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน แรงงาน พลังงาน สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และปัญหาข้ามแดน ขณะที่ไทยยังย้ำการสนับสนุนให้เมียนมามีส่วนร่วมกับอาเซียน
การค้าชายแดนคือ ‘เส้นเลือด’ ของสองประเทศ
ข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–เมียนมาพึ่งพาการค้าชายแดนอย่างมาก
โดย อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผย ในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเมียนมามีมูลค่ารวม 244,051 ล้านบาท ขณะที่การค้าชายแดนและผ่านแดนมีมูลค่าสูงถึง 199,112 ล้านบาท หรือกว่า 81% ของการค้ารวม

ตัวเลขนี้มีความหมาย เพราะสะท้อนว่า หากด่านชายแดนมีปัญหา ไม่ว่าจะจากสถานการณ์ความมั่นคง กฎระเบียบ ใบอนุญาตนำเข้า การชำระเงิน หรือระบบขนส่ง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ส่งออก แต่กระจายไปยังผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก เกษตรกร ผู้ให้บริการขนส่ง และเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนโดยตรง
โดยเฉพาะ แม่สอด-เมียวดี ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าสำคัญที่สุดของไทยกับเมียนมา
ที่ผ่านมาเส้นทางดังกล่าวได้รับผลกระทบจากความไม่สงบและข้อจำกัดด้านการค้า รวมถึงมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้าและการควบคุมเงินตราต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนและความไม่แน่นอนของธุรกิจเพิ่มขึ้น
กรมการค้าต่างประเทศจึงมองว่าการหารือระดับผู้นำครั้งนี้มีความสำคัญในฐานะ Political Signal ที่สามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจว่า ทั้งสองรัฐบาลพร้อมกลับมาผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้าอย่างจริงจัง
‘ด่านเมียวดี’ กลับมาเปิด เกมการค้าก็มีโอกาสเดิน
หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือการกลับมาเปิดใช้ สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 ซึ่งเชื่อมแม่สอดกับเมียวดี
รัฐบาลไทยระบุว่าต้องการเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกทางการค้า และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อฟื้นบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคัก
หากการเชื่อมโยงเส้นทางกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ผลประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การส่งออกสินค้าจากไทยไปเมียนมา
แต่ยังหมายถึงการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความสามารถในการวางแผนของผู้ประกอบการ และทำให้เส้นทางการค้าระหว่างไทยกับเมียนมามีความแน่นอนมากขึ้น
ในมุมยุทธศาสตร์ แม่สอด–เมียวดีเป็นมากกว่าด่านชายแดน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเชื่อมโยงไทยกับเมียนมาและต่อเนื่องไปยังตลาดในภูมิภาค
ดังนั้น การทำให้ชายแดนกลับมาเดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นทั้งเรื่องการค้าและเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทย
JTC กลไกที่ต้องเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ให้เป็น ‘ผลลัพธ์’
สิ่งที่ตลาดและภาคธุรกิจต้องจับตาต่อจากการเยือนครั้งนี้ คือ การประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-เมียนมา หรือ JTC
ไทยเสนอให้จัดประชุม JTC ภายในปี 2569 เพื่อใช้เป็นกลไกแก้ปัญหาการค้าอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนนำเข้า มาตรการที่มิใช่ภาษี ศุลกากร การขนส่ง และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะการประกาศความร่วมมือระดับผู้นำจะสร้าง “ความคาดหวัง” ได้ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการเห็นจริงคือ กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ ตัวอย่างเช่น
• ใบอนุญาตนำเข้าต้องมีขั้นตอนที่คาดการณ์ได้
• การตรวจปล่อยสินค้าต้องรวดเร็วขึ้น
• ระบบชำระเงินและเงินตราต่างประเทศต้องเอื้อต่อการค้า
• เส้นทางขนส่งต้องมีความต่อเนื่อง
• มาตรการการค้าต้องไม่เปลี่ยนแปลงจนผู้ประกอบการวางแผนไม่ได้
หาก JTC สามารถเปลี่ยนปัญหาเหล่านี้ให้เป็นแผนปฏิบัติการที่มีกรอบเวลาและหน่วยงานรับผิดชอบได้ การเยือนครั้งนี้ก็จะมีโอกาสสร้างผลทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการส่งสัญญาณทางการเมือง
ไม่ใช่แค่ ‘ส่งออก’ แต่ต้องมองถึงการลงทุนและพลังงาน
อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ การลงทุนและพลังงาน โดยไทยมีความเชื่อมโยงกับเมียนมาในด้านพลังงานอยู่แล้ว และรัฐบาลไทยระบุว่าจะผลักดันความร่วมมือด้านพลังงาน รวมถึงส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงิน และเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานไทย–เมียนมา–ภูมิภาค
สำหรับไทย การมีเสถียรภาพด้านพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้านมีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่เมียนมาเองต้องการเงินลงทุน เทคโนโลยี และตลาดเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
จึงเกิดพื้นที่ที่ผลประโยชน์ของสองประเทศสามารถมาบรรจบกันได้
แต่โจทย์ของภาคเอกชนยังอยู่ที่ ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความมั่นคง การชำระเงิน และความแน่นอนของนโยบาย เพราะต่อให้ตลาดมีศักยภาพ แต่หากต้นทุนความเสี่ยงสูง การตัดสินใจลงทุนก็ยังเป็นเรื่องยาก
แรงงาน–สิ่งแวดล้อม-ความมั่นคง คือเศรษฐกิจในอีกด้าน
หนึ่งในข้อผิดพลาดของการมองความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาคือการแยก ‘เศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ความมั่นคง’ ในความเป็นจริงสองเรื่องนี้เชื่อมกันโดยตรง โดย...
- ชายแดนที่ไม่สงบ หมายถึงต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น การขนส่งที่ไม่แน่นอน และความเสี่ยงต่อธุรกิจ
- การบริหารแรงงานข้ามแดนที่มีประสิทธิภาพ หมายถึงตลาดแรงงานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
- การปราบปรามแก๊งหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ หมายถึงความปลอดภัยของประชาชนและความน่าเชื่อถือของพื้นที่เศรษฐกิจ
ไทยและเมียนมาจึงหารือเรื่องการป้องกันยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ และการฟอกเงินควบคู่กับเศรษฐกิจ
ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญ เพราะปัญหา Scam และการค้ามนุษย์เคยกระทบพื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาโดยตรง และไทยเคยใช้มาตรการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมันในบางพื้นที่ชายแดนเพื่อกดดันเครือข่ายดังกล่าว
ดังนั้น หากการหารือระดับรัฐบาลนำไปสู่การควบคุมอาชญากรรมข้ามชาติที่มีประสิทธิภาพขึ้น ก็จะช่วยลด ‘ต้นทุนแฝง’ ของการทำธุรกิจชายแดนไปพร้อมกัน
3 MOU สะท้อนว่า ‘บทใหม่’ ไม่ได้มีแค่เรื่องค้า
การเยือนครั้งนี้ยังนำไปสู่การแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ 3 ฉบับ ได้แก่
1. MOU ความร่วมมือด้านแรงงาน
2. การจัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างสองประเทศ
3. MOU ความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทางสันติ
ทั้งสามเรื่องสะท้อนภาพเดียวกันว่า ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมาในระยะต่อไปไม่ได้ถูกวางอยู่บน ‘การค้า’ เพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายามเชื่อมเศรษฐกิจ ความมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี และการพัฒนาคนเข้าด้วยกัน
Business Forum เปิดประตูให้ ‘เอกชน’ รับช่วงต่อ
อีกกลไกที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ Thailand–Myanmar Business Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “A New Chapter in Thailand–Myanmar Business Partnership”
เวทีนี้มีความสำคัญตรงที่เปลี่ยนการพูดคุยจากระดับรัฐบาลไปสู่ระดับธุรกิจ เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของสองประเทศสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนข้อมูล และต่อยอดการจับคู่ทางธุรกิจ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การฟื้นการค้าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากมีเพียง MOU หรือคำประกาศของผู้นำ
คนที่จะทำให้ตัวเลขการค้าเพิ่มขึ้นจริง คือผู้ประกอบการ
ตั้งแต่ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร เครื่องดื่ม วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร สินค้าอุปโภคบริโภค ไปจนถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ นักลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
แต่ ‘โอกาส’ ยังเดินคู่กับ ‘ความเสี่ยง’
แม้การเยือนครั้งนี้สร้างสัญญาณบวก แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการค้าชายแดนจะกลับสู่ภาวะปกติทันที
เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจเมียนมายังมีข้อจำกัด ทั้งความขัดแย้งภายในประเทศ ความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ ปัญหาเงินตราต่างประเทศ ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ รวมถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ World Bank ระบุว่า แม้เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณทรงตัว แต่ผลผลิต ยอดขาย และกำไรของภาคธุรกิจยังต่ำกว่าระดับก่อนปี 2564 และก่อนเกิดแผ่นดินไหวอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำต่อจากนี้ไม่ใช่เพียง “เปิดตลาด” แต่ต้อง บริหารความเสี่ยงไปพร้อมกับการเปิดโอกาส
สำหรับผู้ประกอบการ นั่นหมายถึงต้องติดตามทั้งกฎนำเข้า การชำระเงิน ความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่ง และสถานการณ์ความมั่นคงอย่างใกล้ชิด
เป้าหมายเศรษฐกิจไทยในความสัมพันธ์บทใหม่
หากมองให้ไกลกว่าตัวเลขการค้า เป้าหมายของไทยอาจแบ่งออกได้เป็น 4 ชั้น
ชั้นแรก – ทำให้ชายแดนเดินได้
ลดความติดขัดของด่านและโลจิสติกส์ เพื่อให้สินค้าและธุรกิจกลับมาทำงานได้ตามปกติ
ชั้นสอง – ทำให้กติกาคาดการณ์ได้
ใช้ JTC แก้ปัญหาใบอนุญาตนำเข้า มาตรการที่มิใช่ภาษี ศุลกากร และระบบชำระเงิน
ชั้นสาม – ขยายจากการค้าไปสู่การลงทุน
สร้างโอกาสให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ชั้นสี่ – รักษาความมั่นคงของพื้นที่
เพราะชายแดนที่ปลอดภัยคือเงื่อนไขพื้นฐานของการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการขนส่ง
จาก ‘Political Signal’ สู่ ‘Economic Delivery’
การเยือนของมิน อ่อง ไลง์ จึงมีความหมายมากกว่าพิธีการทางการทูต
สำหรับเมียนมา นี่คือการเปิดช่องทางความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในช่วงที่ประเทศต้องการการฟื้นตัวและการลงทุน ขณะที่สำหรับไทย นี่คือโอกาสรักษาฐานตลาดเพื่อนบ้าน ฟื้นเศรษฐกิจชายแดน เสริมความมั่นคงด้านพลังงานและแรงงาน และใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของไทยเชื่อมเมียนมาเข้ากับภูมิภาค
แต่ตัวชี้วัดความสำเร็จจะไม่ได้อยู่ที่ภาพผู้นำสองประเทศจับมือกัน
โดยจะอยู่ที่ว่า ด่านเปิดแล้วการค้ากลับมาเดินได้จริงหรือไม่
ใบอนุญาตและกฎระเบียบลดความยุ่งยากลงหรือไม่
ต้นทุนขนส่งลดลงหรือไม่
ภาคเอกชนกล้ากลับมาลงทุนหรือไม่
และที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือที่ประกาศบนเวทีผู้นำจะถูกเปลี่ยนเป็นกลไกที่ทำงานได้จริงมากแค่ไหน
เพราะสำหรับไทย-เมียนมา ‘บทใหม่’ ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เริ่มต้นจากการเซ็นเอกสาร แต่เริ่มต้นเมื่อ การค้า การลงทุน แรงงาน พลังงาน และการเชื่อมโยงชายแดน สามารถเดินหน้าได้อย่างมีเสถียรภาพและคาดการณ์ได้
และนั่นคือโจทย์ใหญ่หลังการเยือนครั้งนี้ว่า จาก Political Signal จะสามารถเปลี่ยนเป็น Economic Delivery ได้เร็วแค่ไหน




