ชัพมนต์ จันทรพงศ์พันธุ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย เปิดเผยผ่านรายการ “สนามข่าว 96” ว่า ภายหลังการประชุมสมาชิกสมาคม ได้ข้อสรุปเป็น 3 ข้อเสนอแนะหลัก เพื่อสะท้อนปัญหาและเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยเตรียมทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลโครงการ
‘3 ข้อเสนอ’ จี้ทบทวนหลักประกันผู้รับเหมา
ข้อเสนอแรก คือ การทบทวนหลักประกันการทำงานของผู้รับเหมา ซึ่งกำหนดให้ผู้รับติดตั้งต้องวางหลักประกัน 50,000 บาทหลังได้รับสัญญาว่าจ้าง โดยเมื่อเทียบกับมูลค่าสัญญาประมาณ 140,000-150,000 บาท จะคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35-37% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงเมื่อเทียบกับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทั่วไป
อย่างไรก็ตาม สมาคมไม่ได้เสนอให้ยกเลิกหลักประกันดังกล่าวทั้งหมด เนื่องจากมองว่าการเรียกหลักประกันเป็นกลไกคัดกรองผู้รับเหมาและบริษัทติดตั้งที่มีความสามารถ มีคุณภาพ และมีความรับผิดชอบ เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงาน แต่ควรปรับลดวงเงินให้อยู่ในระดับเหมาะสม โดยหากกำหนดไว้ประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา ก็ถือว่าเป็นอัตราที่ยอมรับได้
นอกจากนี้ ยังเสนอให้แยกหลักประกันการติดตั้งออกจากหลักประกันคุณภาพผลงานระยะเวลา 7 ปี โดยหลักประกันการทำงานอาจปรับลดเหลือประมาณ 15,000-20,000 บาท ส่วนหลักประกันคุณภาพหลังติดตั้งอาจกำหนดไว้ที่ประมาณ 5-10%
สมาคมยังเสนอให้ทยอยคืนหลักประกันคุณภาพตามระยะเวลาความรับผิดชอบที่ลดลง เช่น เมื่อผู้รับเหมาดำเนินการดูแลครบ 3 ปีแรกและไม่มีปัญหา ควรคืนหลักประกันให้ครึ่งหนึ่ง จากนั้นเมื่อครบ 4 ปีที่เหลือและไม่มีปัญหา จึงคืนส่วนที่เหลือ เพื่อให้วงเงินหลักประกันสอดคล้องกับความเสี่ยงและภาระความรับผิดชอบที่ลดลงตามระยะเวลา
จี้กำหนดเงื่อนไขจ่ายเงินและคืนหลักประกันให้ชัดเจน
ข้อเสนอที่สอง คือ การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการวางหลักประกัน การเบิกจ่ายเงิน และการคืนหลักประกันให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ
ชัพมนต์อธิบายว่า ตามรูปแบบการทำงานของผู้รับเหมา โดยทั่วไปจะต้องได้รับเงินล่วงหน้าหรือเงินมัดจำ (Down Payment) ก่อนเริ่มงาน เนื่องจากต้องเตรียมจัดซื้ออุปกรณ์และวัสดุต่าง ๆ ซึ่งอาจมีต้นทุนประมาณ 80,000-100,000 บาท
ผู้รับเหมาอาจเรียกเก็บเงินล่วงหน้าประมาณ 20-30% ของมูลค่างาน เพื่อนำไปจัดเตรียมอุปกรณ์และสำรวจพื้นที่ติดตั้ง ขณะที่ผู้ว่าจ้างก็อาจเรียกหลักประกันจากผู้รับเหมาเพื่อเป็นหลักประกันการทำงาน โดยทั้งสองส่วนจึงต้องมีเงื่อนไขที่ชัดเจนและสอดคล้องกัน
เนื่องจากงานติดตั้งโซลาร์เซลล์แต่ละหลังใช้เวลาไม่นาน โดยหลังจากได้รับเงินงวดแรกและเริ่มดำเนินการแล้ว อาจใช้เวลาประมาณ 3 วัน ก่อนรอการไฟฟ้าเข้าตรวจรับและส่งมอบงาน เมื่อได้รับอนุมัติให้เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว ผู้รับเหมาจึงสามารถเบิกเงินส่วนที่เหลือและขอคืนหลักประกันได้
ดังนั้น สมาคมจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดให้ชัดเจนว่า เมื่อผู้รับเหมาดำเนินการติดตั้งเสร็จสิ้นแล้ว จะได้รับเงินสนับสนุน 50,000 บาท และเงินส่วนที่เหลือจากธนาคารหรือผู้ว่าจ้างตามเงื่อนไขอย่างไร รวมถึงต้องกำหนดระยะเวลาคืนหลักประกันให้แน่นอน
โดยเฉพาะกรณีที่รัฐมนตรีเคยให้สัมภาษณ์ว่าจะคืนหลักประกันภายใน 7 วัน สมาคมต้องการให้มีข้อกำหนดรองรับอย่างเป็นทางการว่า การคืนหลักประกันจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาดังกล่าวจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่การไฟฟ้าเป็นผู้ว่าจ้าง หรือกรณีที่ประชาชนเป็นผู้ว่าจ้างและถือหลักประกันไว้เอง
หากมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนทั้งเรื่องการเบิกจ่ายและการคืนหลักประกัน จะช่วยให้ผู้ประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีความมั่นใจในการเข้าร่วมโครงการมากขึ้น
ค้านกำหนดแผงขั้นต่ำ 600 วัตต์ ชี้ดูประสิทธิภาพ 21% ก็เพียงพอ
ข้อเสนอที่สาม คือ การทบทวนข้อกำหนดด้านคุณสมบัติของแผงโซลาร์เซลล์ โดยสมาคมเห็นด้วยกับการกำหนดประสิทธิภาพแผงไม่ต่ำกว่า 21% เพราะเป็นการกำหนดมาตรฐานเพื่อให้ได้แผงที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพไม่ด้อยกว่ามาตรฐานที่ใช้ในต่างประเทศ
แต่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดกำลังผลิตของแผงแต่ละแผงไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 600 วัตต์ เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีหลายขนาด ขณะที่หลังคาบ้านและพื้นที่ติดตั้งของแต่ละครัวเรือนก็มีความเหมาะสมแตกต่างกัน การกำหนดกำลังผลิตขั้นต่ำเป็นวัตต์จึงอาจกลายเป็นข้อจำกัดในการเลือกใช้อุปกรณ์
สมาคมมองว่า หากกำหนดประสิทธิภาพแผงไว้ที่ 21% ขึ้นไปก็เพียงพอแล้ว เพราะผู้ประกอบการจะต้องเลือกใช้แผงที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ดังกล่าวอยู่แล้ว ประกอบกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ทำให้ผู้ประกอบการต้องเลือกใช้แผงที่ผ่านมาตรฐานอยู่แล้ว
ทั้งนี้ แผงที่มีประสิทธิภาพมากกว่า 21% อาจมีกำลังผลิตตั้งแต่ประมาณ 500-650 วัตต์ จึงควรเปิดโอกาสให้ผู้ติดตั้งเลือกขนาดแผงตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าทุกแผงต้องมีกำลังผลิตตั้งแต่ 600 วัตต์ขึ้นไป
ประเด็น ‘บริษัทติดตั้ง’ ชี้ขึ้นอยู่กับต้นทุนและความคุ้มค่า
สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการหรือ เวนเดอร์ (Vendor) ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเหลือเพียงหลักร้อยราย ชัพมนต์ระบุว่า ไม่สามารถตอบแทนบริษัททุกแห่งได้ว่ามีความสนใจหรือไม่สนใจเข้าร่วมโครงการ แต่การส่งเสียงผ่านสมาคมในครั้งนี้เกิดจากผู้รับเหมาทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ ที่ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนเงื่อนไขต่าง ๆ
ทั้งนี้ การตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเป็นเรื่องของธุรกิจ บริษัทที่เห็นว่ามีโอกาสทำกำไร มีรายได้เพียงพอ และสามารถบริหารจัดการแรงงานได้ ก็อาจตัดสินใจเข้าร่วม ขณะที่บริษัทที่มีงานอื่นรองรับอยู่แล้ว อาจเลือกไม่รับงานที่มีกำไรน้อยและต้องวางหลักประกันสูง
ส่วนบริษัทที่มีความพร้อม มีทีมงานที่มีคุณภาพ ผ่านการอบรมจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผ่านคุณสมบัติการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า ก็สามารถระดมทีมงานเพื่อรับติดตั้งได้
นอกจากนี้ โครงการไม่ได้กำหนดให้ต้องติดตั้งครบ 1 ล้านหลังพร้อมกันภายในระยะเวลาเพียง 1-2 เดือน แต่เป็นการทยอยดำเนินงาน โดยกรอบการเปิดรับยื่นเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 และกำหนดให้ยื่นให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 มกราคม 2570 ผู้ประกอบการจึงสามารถบริหารจัดการเงินทุน ต้นทุนจัดซื้ออุปกรณ์ และหลักประกันให้เหมาะสมกับกำลังของแต่ละบริษัทได้
มอง บสย.ค้ำประกันเป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องรอดูเงื่อนไขจริง
ส่วนกรณี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่าจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ โดยมีกรอบวงเงินค้ำประกันประมาณ 1,000 ล้านบาทนั้น
ชัพมนต์มองว่าเป็นหลักการที่ดี แต่ยังต้องติดตามรายละเอียดในทางปฏิบัติว่าจะมีเงื่อนไขผ่อนปรนมากน้อยเพียงใด จะพิจารณาเครดิตของผู้ประกอบการแต่ละรายอย่างไร และใช้เวลาพิจารณานานแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม หาก บสย. เข้ามาช่วยค้ำประกันและทำให้ค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในการจัดหาหลักประกันลดลง ก็จะช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการได้อย่างแน่นอน
ยืนยัน 1 ล้านหลังยังมีโอกาสทำได้ แต่ต้องเร่งพัฒนาทีมติดตั้ง
สำหรับเป้าหมายติดตั้งโซลาร์เซลล์ 1 ล้านหลังภายในกรอบเวลาประมาณ 10 เดือน ชัพมนต์ขอชี้แจงกรอบเวลาของโครงการว่า จากข้อมูลที่ได้รับ การจัดการว่าจ้างหรือการลงนามสัญญาทั้งหมดน่าจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณสามารถดำเนินการได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
จึงหมายความว่าโครงการมีเวลาดำเนินงานประมาณ 365 วัน โดยข้อมูลล่าสุดที่ได้รับทราบเมื่อวันก่อนหน้า พบว่ามีผู้ยื่นคำขอผ่านระบบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคประมาณ 46,000-47,000 ราย ส่วนตัวเลขที่รัฐบาลระบุประมาณ 70,000 ราย อาจเป็นตัวเลขที่รวมผู้ยื่นผ่านการไฟฟ้านครหลวงด้วย
หลังจากนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองสิทธิ์และลงนามสัญญาว่าจ้าง ก่อนเริ่มดำเนินการติดตั้ง ซึ่งอาจเริ่มได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม หากสามารถจัดการเรื่องสิทธิ์และสัญญาได้เรียบร้อย
ชัพมนต์ประเมินว่า เป้าหมายติดตั้ง 1 ล้านหลังภายในหนึ่งปีถือว่ามีความเป็นไปได้ โดยเฉลี่ยต้องติดตั้งประมาณ 80,000 หลังต่อเดือน หรือคิดเป็นเดือนละประมาณ 100,000 หลัง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องติดตามคือจำนวนช่าง จำนวนบริษัทติดตั้ง และการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพเพียงพอรองรับงานจำนวนมาก
หากผู้ประกอบการสามารถติดตั้งงานได้รวดเร็ว ส่งมอบงานและได้รับเงินคืนตามกำหนด ก็จะสามารถนำเงินทุนกลับไปหมุนเวียนรับงานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้การติดตั้งทั่วประเทศเดือนละ 80,000 หลังไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญคือรัฐบาลต้องกำหนดระยะเวลาคืนหลักประกันและการเบิกจ่ายงบประมาณให้ชัดเจน เพราะหากผู้ประกอบการมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดี เชื่อว่าบริษัทที่เคยลังเลหรือถอนตัวไปก็อาจกลับมารับงานอีกครั้ง
ชี้ราคา 140,000 บาทยังทำกำไรได้ หากไม่มีต้นทุนแฝงและหัวคิว
ส่วนข้อถกเถียงเรื่องราคาติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่กำหนดไว้ 140,000 บาท ชัพมนต์ประเมินว่า ต้นทุนอุปกรณ์หลักในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80,000-100,000 บาท โดยประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ อุปกรณ์ยึดจับ สายไฟ ตู้ไฟ ระบบต่าง ๆ และอุปกรณ์ป้องกัน
ขณะที่ส่วนต่างจากต้นทุนอุปกรณ์ยังต้องนำไปบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งต้นทุนทางการเงินจากการออกหลักประกัน ภาระการรอเครดิตและการเบิกจ่ายเงิน ค่าแรงงาน ค่าบริหารจัดการ การจัดทำแบบ และการดำเนินเอกสารเพื่อยื่นต่อการไฟฟ้า
ดังนั้น ราคาติดตั้ง 140,000 บาทจึงยังถือว่าอยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจและมีกำไรได้ หากไม่มีต้นทุนรั่วไหลหรือมีการเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะและหัวคิวระหว่างดำเนินโครงการ
พร้อมระบุว่า ต้องติดตามดูว่าจะมีปัญหาการเรียกเก็บหัวคิวเกิดขึ้นหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรีได้ประกาศจุดยืนชัดเจนแล้วว่า หากพบผู้เรียกเก็บหัวคิวจะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด




