Data Center ไทยก้าวสู่กติกาใหม่ จับตา ครม. 3 พ.ย. คัดกรองลงทุนตามการใช้ไฟ–ประโยชน์เศรษฐกิจ
รัฐบาลเตรียมวางกรอบกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ แบ่งกิจการ 7 ระดับตามขนาดการใช้ไฟฟ้า กำหนดมาตรฐานที่ตั้ง น้ำ และสิ่งแวดล้อม พร้อมกลั่นกรองโครงการใหม่กว่า 100 ข้อเสนอ เพื่อให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจไทยและไม่เพิ่มภาระให้ชุมชน
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทำให้ประเทศไทยต้องวางแผนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควบคู่กับการจัดสรรไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่รองรับโครงการ เพราะศูนย์ข้อมูลที่ให้บริการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล รวมถึงรองรับการใช้งาน AI ต้องอาศัยระบบสาธารณูปโภคที่เพียงพอและมีความต่อเนื่อง
ขณะที่เอกชนเสนอโครงการลงทุนเพิ่มขึ้น ภาครัฐจึงต้องกำหนดให้ชัดว่า แต่ละพื้นที่รองรับกิจการได้มากน้อยเพียงใด ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบผลกระทบอย่างไร และประเทศไทยจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการลงทุนเหล่านี้ในรูปแบบใดบ้าง
การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จึงเป็นอีกขั้นตอนสำคัญ โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเสนอร่างนโยบายการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หลังคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์เห็นชอบเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา
สาระสำคัญคือการจัดทำฐานข้อมูลกลาง แบ่งกิจการตามขนาดการใช้ไฟฟ้า และกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อใช้ประกอบการอนุมัติและอนุญาตโครงการ ทั้งนี้ ข้อเสนอยังต้องผ่านการพิจารณาของ ครม. และจัดทำรายละเอียดก่อนนำไปปฏิบัติ
ใช้ไฟมากขึ้น ต้องผ่านเกณฑ์เข้มขึ้น
ร่างนโยบายกำหนดให้แบ่งดาต้าเซ็นเตอร์เป็น 7 ระดับตามขนาดการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ข้อกำหนดสอดคล้องกับขนาดและผลกระทบของกิจการ ตั้งแต่
- ระดับ 1 ขนาดไม่เกิน 0.5 เมกะวัตต์
- ระดับ 2 ช่วง 0.5-5 เมกะวัตต์
- ระดับ 3 ช่วง 5-10 เมกะวัตต์
- ระดับ 4 ช่วง 10-20 เมกะวัตต์
- ส่วนระดับ 5 อยู่ในช่วง 20-50 เมกะวัตต์
- ระดับ 6 ช่วง 50-200 เมกะวัตต์ และ
- ระดับ 7 เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป
โดยขอบเขตและข้อกำหนดของแต่ละระดับต้องติดตามประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
หลักการคือ กิจการขนาดใหญ่ที่ต้องการทรัพยากรมากจะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดเข้มข้นขึ้น ขณะที่กิจการขนาดเล็กใช้ข้อกำหนดตามความเหมาะสม เพื่อลดภาระที่เกินความจำเป็น
มาตรฐานขั้นต่ำครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ที่ตั้ง การเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้าและระบบน้ำ การจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมตามกรอบแนวทางปฏิบัติ หรือ Code of Practice (CoP) และการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นหน่วยงานหลักดูแลระบบบริการเบ็ดเสร็จ หรือ DC-OSS เพื่อประสานการขออนุญาต ตรวจสอบสถานะ และคัดกรองข้อเสนอโครงการ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูล Dashboard TH-DC เชื่อมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ติดตามได้ในระบบเดียวกัน
กว่า 100 ข้อเสนอใหม่ ต้องแสดงความคุ้มค่าต่อไทย
ข้อมูลจากการประชุมระบุว่า ไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้วประมาณ 63 แห่ง และมีโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างหรือรอใบอนุญาตขั้นสุดท้ายอีกราว 20 แห่ง ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอโครงการใหม่กว่า 100 ข้อเสนอ ซึ่งมีความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมเบื้องต้นประมาณ 3,000 เมกะวัตต์
ตัวเลขดังกล่าวเป็นความต้องการตามข้อเสนอโครงการ ยังต้องผ่านการประเมินความพร้อมของพื้นที่และกระบวนการพิจารณาที่เกี่ยวข้อง
แนวทางใหม่กำหนดให้ผู้ลงทุนต้องนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยพิจารณาทั้งความพร้อมด้านไฟฟ้า น้ำ และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดหาสินค้าและบริการ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการช่วยให้ธุรกิจไทยรวมถึง SMEs เข้าถึงกำลังประมวลผล
ประเด็นเหล่านี้จะมีผลต่อคุณภาพการลงทุนในระยะยาว เพราะการมีศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นจะสร้างประโยชน์ได้มากเพียงใด ยังขึ้นอยู่กับความเชื่อมโยงกับธุรกิจและบุคลากรในประเทศด้วย
ภาครัฐคาดว่า กระบวนการรองรับโครงการใหม่จะเริ่มมีความชัดเจนในเดือนธันวาคม 2569 หลังจัดทำรายละเอียดขั้นตอนพิจารณา จึงยังต้องติดตามว่าหลักเกณฑ์สุดท้ายจะกำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาดำเนินการไว้อย่างไร
โครงการเดิมแยกเงื่อนไขตามใบอนุญาต
การเปลี่ยนกติกาต้องรักษาความต่อเนื่องของการลงทุนที่ดำเนินการไปแล้วด้วย แต่แนวทางเปลี่ยนผ่านไม่ได้ใช้เงื่อนไขเดียวกับทุกโครงการ
ข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า โครงการที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างก่อนวันที่ 11 สิงหาคม 2569 และก่อสร้างแล้วเสร็จหรือเตรียมเปิดบริการ ให้หน่วยงานพิจารณาตามกฎหมายและเงื่อนไขปัจจุบัน เมื่อได้รับอนุญาตครบถ้วนสามารถเปิดบริการได้ โดยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับ CoP ที่จะประกาศภายใน 1 ปี
ส่วนกิจการที่เปิดบริการแล้ว จะให้กระทรวงดีอีจัดทำกฎหมายเพื่อกำหนดให้ดำเนินการตาม CoP ขณะที่โครงการที่ยังไม่ได้ก่อสร้างหรืออยู่ระหว่างการพิจารณา ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำและ CoP ที่จะกำหนด
ร่างแนวทางยังระบุว่า กิจการที่เปิดบริการแล้วและขยายระบบจนเข้าเงื่อนไขกำลังไฟฟ้าที่กำหนด จะต้องนำส่วนขยายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในฐานะโครงการใหม่ด้วย
ความปลอดภัยชุมชนเป็นเงื่อนไขสำคัญ
อีกด้านที่ต้องติดตามคือการกำกับดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมือง โดยข้อมูลที่นำเสนอต่อที่ประชุมระบุว่า กรุงเทพมหานครมีศูนย์ข้อมูลประมาณ 50 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็กตามอาคารต่างๆ ขณะที่ประเด็นตรวจสอบครอบคลุมเสียง ความร้อน น้ำเสีย ระบบป้องกันอัคคีภัย และความเดือดร้อนของประชาชนโดยรอบ
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลระบุถึงข้อกังวลกรณีการขออนุญาตอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปใช้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม รวมถึงเคยพบกรณีจัดเก็บน้ำมันสำรองโดยไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่พระราม 9 ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความจำเป็นของนิยามอาคารและระบบอนุญาตที่ชัดเจน
สำหรับการประชุม ครม. วันที่ 3 พฤศจิกายน สิ่งที่ต้องจับตาจึงมีทั้งขอบเขตการเห็นชอบร่างนโยบาย ระยะเวลาออกเกณฑ์ปฏิบัติ และวิธีประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจของแต่ละโครงการ
หากหลักเกณฑ์มีความชัดเจนและหน่วยงานดำเนินการร่วมกันได้ นักลงทุนจะประเมินเงื่อนไขได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ ขณะที่ภาครัฐสามารถวางแผนทรัพยากรและตรวจสอบผลกระทบได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการขยายอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยในระยะต่อไป




