ถอดรหัสความพร้อมของ ‘ไทย’ สู่อุตสาหกรรม Data Center

7 ส.ค. 2569 - 12:16

  • ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่ศูนย์กลาง Data Center ของภูมิภาค

  • แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ดึงเม็ดเงินลงทุน หากต้องสร้างสมดุลระหว่างพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม

  • พร้อมต่อยอดสู่อุตสาหกรรมชิปและ Supply Chain เทคโนโลยี เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว

ถอดรหัสความพร้อมของ ‘ไทย’ สู่อุตสาหกรรม Data Center

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาอุตสาหกรรม Data Center หลังรัฐบาลเดินหน้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เต็มกำลังเพื่อหวังดึงดูดการลงทุน ท่ามกลางคำถามสำคัญถึงความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ทั้งในด้านพลังงาน ทรัพยากรน้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.บัญชา ยาทิพย์ ที่ปรึกษาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท 89 พลัส เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ว่า แม้จะมีกระแสกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Data Center มากขึ้น แต่โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วไม่ได้หยุดหรือชะลอการลงทุน โดยเฉพาะ 16 โครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ยังเดินหน้าตามแผน ขณะเดียวกันภาครัฐได้ยกระดับการกำกับดูแลผ่านการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อกลั่นกรองโครงการให้รอบด้านมากยิ่งขึ้น

คณะกรรมการใหม่ คุมทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่

ดร.บัญชา ระบุว่า คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นจะกำกับดูแลโครงการ Data Center ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว โครงการที่อยู่ระหว่างการพิจารณา และโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมใหม่ โดยจะประเมินทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้า ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ

แม้โครงการที่ได้รับอนุมัติไปก่อนหน้านี้จะเริ่มดำเนินการแล้ว แต่ก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการทบทวนตามหลักเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากในอดีตบางโครงการอาจยังไม่มีข้อกำหนดด้านการประเมินผลกระทบหรือมาตรการกำกับดูแลที่ครอบคลุมเท่าปัจจุบัน

กระจายการลงทุนออกจาก EEC ลดแรงกดดันด้านน้ำและพลังงาน

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ภาครัฐกำลังผลักดัน คือการลดการกระจุกตัวของ Data Center ในพื้นที่ EEC ซึ่งแม้จะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่กำลังเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร โดยเฉพาะไฟฟ้าและน้ำ

ดร.บัญชา อธิบายว่า ปัจจุบันโครงการจำนวนมากในพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการจัดหาแหล่งน้ำและไฟฟ้า ขณะที่ EEC เคยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมมาแล้วหลายครั้ง แม้จะมีการลงทุนพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำเพิ่มเติม เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด แต่หากมี Data Center เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ก็อาจเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำในระยะยาว จึงควรกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศ

‘แม่เมาะ’ ต้นแบบเปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์พลังงานสะอาด

พื้นที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับรองรับ Data Center ในอนาคต เนื่องจากเป็นพื้นที่เหมืองลิกไนต์เดิมที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ลอยน้ำ รวมถึงมีแนวคิดใช้ชีวมวลและก๊าซชีวภาพเป็นแหล่งพลังงานหลัก

ดร.บัญชา มองว่า แนวทางดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) จากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด พร้อมใช้ประโยชน์จากพื้นที่อุตสาหกรรมเดิมให้เกิดมูลค่าใหม่ แทนการเปิดพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับการลงทุน

ใช้ระบบ Scoring คัดผู้ลงทุน พร้อมวางหลักประกัน

ในส่วนของหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับผู้ประกอบการ Data Center จะมีการนำระบบ Scoring มาใช้ประเมินศักยภาพของผู้ลงทุน โดยดำเนินการร่วมกันระหว่าง BOI การไฟฟ้า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องวางหลักประกัน (Bank Guarantee) ในอัตรา 4.5 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งโครงการ และสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่เข้ามาลงทุนเป็นผู้ประกอบการตัวจริง มีศักยภาพดำเนินโครงการ และสามารถบริหารจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

Data Center ไม่ใช่แค่ โกดังเซิร์ฟเวอร์’ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ Data Center สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าเป็นเพียงอาคารสำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ ใช้แรงงานไม่มาก และอาจไม่ก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือการจ้างงานในวงกว้าง

ดร.บัญชา อธิบายว่า การมอง Data Center เพียงในฐานะ "โกดังเก็บเซิร์ฟเวอร์" อาจไม่สะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมทั้งหมด เพราะปัจจุบัน Data Center มีการพัฒนาออกเป็นหลายระดับ ซึ่งแต่ละประเภทมีบทบาทและผลกระทบต่อเศรษฐกิจแตกต่างกัน

แบ่ง Data Center เป็น 3 ระดับ รองรับการเติบโตของ AI

ดร.บัญชา อธิบายว่า Data Center สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่

  • ระดับแรก คือ Data Center สำหรับใช้งานภายในองค์กร (Enterprise Data Center) ซึ่งรองรับการใช้งานของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และองค์กรขนาดใหญ่ เช่น AIS หรือ True
  • ระดับที่สอง คือ Colocation Data Center หรือศูนย์ข้อมูลให้เช่า ซึ่งเปิดให้ผู้ประกอบการจากทั่วโลกเช่าพื้นที่ติดตั้งระบบไอทีของตนเอง
  • ระดับที่สาม คือ AI Data Center หรือ Hyperscale Data Center ที่มีขนาดใหญ่ ใช้กำลังไฟตั้งแต่ประมาณ 150 เมกะวัตต์ขึ้นไป รองรับการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นทิศทางที่ประเทศไทยกำลังเริ่มเข้าสู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม Data Center ระดับ Hyperscale เป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศ

ต่อยอด Supply Chain ไทย สร้างมูลค่าเพิ่มมากกว่าแค่ศูนย์ข้อมูล

ดร.บัญชา มองว่า แม้ Data Center จะเป็นผู้ใช้ปลายทาง (End User) แต่หากประเทศไทยวางยุทธศาสตร์ได้ดี จะสามารถสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรม (Supply Chain) ที่เชื่อมโยงกับ Data Center ได้อย่างครบวงจร

ปัจจุบันไทยมีฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ทั้งแผงวงจรพิมพ์ (PCB) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผู้ผลิตระดับโลกอย่าง Seagate, Western Digital และ AMD ซึ่งสามารถเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม Data Center ได้

หากในอนาคตประเทศไทยสามารถดึงพันธมิตรด้านเทคโนโลยีระดับโลก เช่น ASML หรือ NVIDIA เข้ามาร่วมลงทุน ก็อาจต่อยอดไปสู่การผลิตชิปและอุตสาหกรรมต้นน้ำได้ โดยไทยมีศักยภาพด้านการแยกแร่และวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ทั้งในพื้นที่มาบตาพุดและนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและการจ้างงานในประเทศได้มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ตั้ง Data Center

3 องค์ประกอบสำคัญของ Data Center ต้องขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

ดร.บัญชา อธิบายว่า Data Center ประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 3 ส่วน ได้แก่ สถานีไฟฟ้า (Power Substation) ห้องติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ (Data Hall) และระบบสาธารณูปโภค (Utility) ซึ่งครอบคลุมระบบหล่อเย็น ระบบไฟฟ้าสำรอง และอุปกรณ์สนับสนุนต่าง ๆ

เขาเห็นว่า หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนระบบไฟฟ้าของ Data Center ให้ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นฐาน ไม่ว่าจะเป็นชีวมวล ก๊าซชีวภาพ โรงไฟฟ้าขยะ รวมถึงเสริมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ก็จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรม Data Center ของไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนสีเขียวของโลก และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ปรับโครงสร้างค่าไฟ รองรับ Data Center ใช้พลังงานสะอาด

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือแนวคิดการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก จึงมีข้อกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

ดร.บัญชา อธิบายว่า ระบบจำหน่ายไฟฟ้าสำหรับประชาชนและภาคธุรกิจทั่วไปของไทยยังคงเป็นไปตามโครงสร้างเดิม ซึ่งแบ่งผู้ใช้ไฟออกเป็น 9 ประเภท และไม่มีผลกระทบต่อประชาชนกว่า 70 ล้านคนที่ใช้ไฟผ่านการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

ส่วน Data Center จะถูกแยกออกมาเป็นกลุ่มเฉพาะ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ด้านพลังงานที่แตกต่างจากผู้ใช้ไฟทั่วไป เพื่อให้รองรับการใช้ไฟฟ้าปริมาณมากโดยไม่สร้างภาระต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ

เปิดทาง Direct TPA ใช้ไฟสีเขียวโดยเฉพาะ

ดร.บัญชา กล่าวว่า แนวทางที่ภาครัฐกำลังผลักดัน คือการเปิดให้ Data Center เข้าร่วมโครงการ Direct Third Party Access (Direct TPA) ในรูปแบบ Sandbox ระยะแรก กำลังผลิตรวมประมาณ 2,000 เมกะวัตต์

ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือโรงไฟฟ้าขยะ พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ เพื่อให้สามารถจ่ายไฟได้อย่างมีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ยังต้องใช้ไฟฟ้าภายใต้โครงการ Utility Green Tariff 2 (UGT2) ซึ่งเป็นอัตราค่าไฟที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดของพลังงานสะอาดได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมาจากเขื่อน พลังงานลม หรือโซลาร์ โดยมองว่าแม้ต้นทุนไฟฟ้าจะสูงกว่าค่าไฟทั่วไปเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับหลายประเทศ

ไทยยังได้เปรียบด้านต้นทุนและสิทธิประโยชน์

ดร.บัญชา ระบุว่า แม้ผู้ประกอบการ Data Center จะต้องลงทุนด้านพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งสิทธิประโยชน์จาก BOI ที่อยู่ในระดับเดียวกับประเทศสมาชิก OECD รวมถึงต้นทุนค่าไฟที่ยังต่ำกว่าหลายประเทศในยุโรปและสิงคโปร์ ทำให้ไทยยังคงเป็นจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจ

สำหรับ Data Center อีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะ AI Data Center ขนาดใหญ่ ยังมีแนวคิดนำโรงไฟฟ้าที่หมดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาคเอกชน มาปรับปรุงและเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลในอนาคต ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition)

กระจาย Data Center สู่ภูมิภาค ลดความเสี่ยงด้านทรัพยากร

ดร.บัญชา มองว่า การพัฒนา Data Center ในอนาคตไม่ควรกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ EEC เพียงแห่งเดียว แต่ควรกระจายไปยังภูมิภาคอื่นที่มีศักยภาพ ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก และพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำและพลังงานรองรับอย่างเพียงพอ

เขาเสนอว่า จังหวัดอย่างนครราชสีมา ขอนแก่น ราชบุรี และกาญจนบุรี ล้วนมีศักยภาพในการรองรับการลงทุน เนื่องจากมีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งสามารถเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการพัฒนา Data Center ได้ หากมีการจัดสรรทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมและการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ก่อนจัดสรรให้ภาคอุตสาหกรรม

เทคโนโลยีหล่อเย็นยุคใหม่ ช่วยลดการใช้น้ำ

ในประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า Data Center จะใช้น้ำจำนวนมาก ดร.บัญชา ชี้แจงว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีระบบหล่อเย็นได้รับการพัฒนาอย่างมาก โดย Data Center สมัยใหม่ใช้ระบบ Closed Circuit Cooling Tower หรือระบบหล่อเย็นแบบปิด ซึ่งหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ซ้ำภายในระบบ ไม่ใช่การใช้น้ำแล้วปล่อยทิ้ง

ระบบดังกล่าวมีหลักการทำงานคล้ายระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์รถยนต์ ช่วยลดการใช้น้ำใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ทำให้ผลกระทบด้านการใช้น้ำลดลงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีในอดีต

แม้ Data Center จะถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้ไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ แต่ ดร.บัญชา มองว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาไปมาก ทั้งระบบหล่อเย็นแบบปิด การใช้พลังงานหมุนเวียน และแนวทางกระจายพื้นที่ลงทุนออกจาก EEC ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ หากมีการกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลและวางแผนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเหมาะสม

ในมุมของเขา ความท้าทายของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่าง “รับ” หรือ “ไม่รับ” การลงทุน Data Center แต่คือการออกแบบระบบนิเวศที่เชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด เพื่อให้ Data Center ไม่เป็นเพียงศูนย์ข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย สร้างการจ้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์