ไทยเข้มขยะพิษข้ามชาติ DSI เตรียมเสนอรับ 2 คดีพิเศษ ขยายผลเครือข่าย 5 จังหวัด
รัฐบาลเพิ่มการตรวจสินค้านำเข้า ปิดช่องสำแดงเท็จ ขณะที่ DSI จับมือกรมควบคุมมลพิษเตรียมหลักฐานเอาผิดเครือข่ายและประเมินความเสียหายสิ่งแวดล้อม หลังไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังพบของเสียปะปนมากับสินค้า
ปัญหาขยะพิษที่กำลังถูกตรวจสอบในประเทศไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลักลอบนำเข้าที่ด่านศุลกากร แต่ยังเชื่อมโยงถึงโรงงานและเครือข่ายรับของเสียภายในประเทศ ทำให้การปราบปรามต้องขยายผลตลอดเส้นทาง ตั้งแต่การนำเข้า การคัดแยก ไปจนถึงการกำจัด
ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ เตรียมเสนอรับกรณีลักลอบนำเข้าวัตถุอันตรายเป็นคดีพิเศษ 2 คดี ครอบคลุมพื้นที่ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว เพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้อง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มความเข้มงวดตรวจสินค้านำเข้าของรัฐบาล เพื่อสกัดการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับของจริง และการนำของเสียอันตรายปะปนมากับวัตถุดิบ โดยเฉพาะเศษโลหะและวัสดุที่นำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล
ปัญหาที่ไทยเผชิญจึงไม่ได้มีเพียงการลักลอบนำของต้องห้ามผ่านพรมแดน แต่ยังรวมถึงการติดตามว่า เมื่อเข้าประเทศแล้ว ของเสียถูกส่งไปที่ใด ใครเป็นผู้รับ และกากที่เหลือจากการคัดแยกถูกจัดการอย่างไร
เตรียม 2 คดี ขยายผล 5 จังหวัด
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม DSI ประชุมร่วมกับกองตรวจมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ เพื่อเตรียมเอกสารร้องทุกข์กล่าวโทษ และเสนอรับเรื่องจากสำนวนสืบสวนที่ 27/2569 เป็นคดีพิเศษ
กรณีแรกเกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลที่ถูกสืบสวนเรื่องการลักลอบนำเข้าวัตถุอันตรายซึ่งเป็นของต้องห้าม ระหว่างปี 2567-2569 ในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี ส่วนกรณีที่สองครอบคลุมช่วงเวลาเดียวกันในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
ทั้งสองหน่วยงานยังหารือแนวทางทำงานภายหลังรับเป็นคดีพิเศษ ตั้งแต่การลงพื้นที่ตรวจโรงงานและสถานที่ก่อมลพิษ การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ การบันทึกภาพหลักฐาน และการคำนวณปริมาณวัตถุอันตราย
ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือ การประเมินความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและค่าใช้จ่ายบำบัดกำจัด เพื่อประกอบการดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายของรัฐ รวมถึงแนวทางยึดหรืออายัดทรัพย์สินตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการประชุมครั้งนี้ยังเป็นขั้นเตรียมเสนอรับเป็นคดีพิเศษและวางแนวทางรวบรวมหลักฐาน การดำเนินคดีและมาตรการต่อทรัพย์สินต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของกฎหมาย ไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลหรือสถานประกอบการในพื้นที่ดังกล่าวกระทำผิดทั้งหมด
รัฐบาลสั่งเข้มหน้าด่าน ปิดช่องสำแดงเท็จ
ล่าสุด วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยถึงประเด็นนี้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าขยะพิษและของเสียอันตรายจากต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าไทยต้องไม่กลายเป็นแหล่งรองรับของเสียที่คุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน
ฟากคลัง ที่นำโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กำชับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เพิ่มความเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าที่เสี่ยงมีของเสียอันตรายปะปน และสินค้าที่สำแดงประเภทไม่ถูกต้อง
ตามคำแถลงของรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรมศุลกากรรายงานว่า ในปีที่ผ่านมาได้จับกุมของเสียและเศษขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้านำเข้า และส่งกลับประเทศต้นทางรวมกว่า 10 ล้านกิโลกรัม
กรมศุลกากรจะประสานกรมการค้าต่างประเทศและกรมควบคุมมลพิษ เพื่อพิจารณาเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนในสินค้านำเข้า รวมถึงคุณสมบัติของผู้มีสิทธินำเข้าให้ชัดเจนขึ้น เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางการค้าระหว่างประเทศลักลอบขนของเสียเข้าไทย
มาตรการรอบนี้จึงต้องเชื่อมการตรวจหน้าด่านเข้ากับการตรวจสอบผู้รับสินค้าและสถานประกอบการปลายทาง เพื่อให้ติดตามได้ทั้งตัวสินค้า ผู้เกี่ยวข้อง และของเสียที่เกิดขึ้นภายหลัง
ย้อนต้นเหตุ จีนจำกัดนำเข้า เส้นทางของเสียเปลี่ยน
แรงกดดันต่อไทยเพิ่มขึ้นหลังจีนเริ่มจำกัดนำเข้าขยะรีไซเคิลช่วงปลายปี 2560 ทำให้ประเทศผู้ส่งออกต้องหาตลาดรองรับใหม่ และเกิดการเปลี่ยนเส้นทางของเสียมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
งานวิจัยเรื่องผลกระทบต่อไทยจากมาตรการของจีน ซึ่งวิเคราะห์สถิติการค้าและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง พบว่า ปี 2561 ไทยนำเข้าเศษพลาสติกประมาณ 553,000 ตัน เพิ่มเป็น 3.6 เท่าจากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นปริมาณนำเข้าเศษพลาสติก ไม่ใช่ปริมาณขยะพิษหรือของเสียผิดกฎหมายทั้งหมด
งานวิจัยยังพบว่า แม้ไทยมีระบบควบคุมและใบอนุญาตนำเข้าอยู่ก่อนแล้ว แต่ปัญหาการลักลอบและการบังคับใช้กฎหมายในปี 2561 สะท้อนข้อจำกัดในการรับมือ รวมถึงการสำแดงขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นเศษพลาสติก และการสำแดงเศษพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด
ดังนั้น การอธิบายว่าขยะจากต่างประเทศไหลเข้าไทยเพราะมาตรการไม่เข้มงวดเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่ครบ สาเหตุประกอบด้วยการเปลี่ยนเส้นทางการค้าของเสียโลก และช่องโหว่ที่ผู้ลักลอบใช้หลีกเลี่ยงระบบควบคุมของไทย
มีกฎหมายห้าม แต่ต้องตรวจให้พบของจริง
ไทยห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2563 และปรับปรุงประกาศกระทรวงพาณิชย์อีกครั้งในปี 2568 ขณะที่การห้ามนำเข้าเศษพลาสติกตามพิกัดศุลกากร 39.15 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ครอบคลุมทุกพื้นที่
แต่ข้อห้ามจะได้ผลเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการตรวจพบสิ่งของที่ซ่อนอยู่หลังชื่อสินค้าในเอกสารด้วย
กรมศุลกากรระบุผ่านข้อมูลที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยแพร่เมื่อปลายเดือนตุลาคมว่า พบการแอบแฝงขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายมากับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษโลหะ โดยภาพเอกซเรย์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องใช้ข้อมูลข่าวกรอง วิเคราะห์ความเสี่ยง และเปิดตรวจสินค้าจริงร่วมกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ
การกำหนดเกณฑ์สิ่งปนเปื้อนจึงต้องช่วยให้แยกวัตถุดิบที่นำเข้าได้ออกจากของเสียที่ต้องห้ามอย่างชัดเจน ควบคู่กับการตรวจสอบว่าผู้นำเข้าและโรงงานปลายทางมีตัวตน มีศักยภาพจัดการวัสดุ และดำเนินงานตรงตามที่แจ้งไว้หรือไม่
เอาผิดเครือข่าย ต้องตามถึงภาระฟื้นฟู
การเตรียมคดีใน 5 จังหวัดเพิ่มประเด็นสำคัญให้กับการแก้ปัญหา คือการพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างการนำเข้า สถานประกอบการ และความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ รวมถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายที่รัฐอาจต้องใช้บำบัดหรือกำจัดของเสีย
หากติดตามได้เพียงตู้สินค้าที่ถูกจับกุม แต่ไม่ถึงผู้สั่งการ ผู้รับผลประโยชน์ และปลายทางของกากที่เหลือ การลักลอบย่อมมีโอกาสเกิดซ้ำ ขณะที่ชุมชนยังเสี่ยงรับภาระจากการจัดเก็บและกำจัดที่ไม่เหมาะสม
ผลของมาตรการรอบนี้จึงต้องพิจารณามากกว่าน้ำหนักของกลาง ทั้งความคืบหน้าการส่งกลับ การดำเนินคดี การเรียกค่าเสียหาย และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
คำประกาศว่าไทยจะไม่เป็นปลายทางขยะพิษจะเกิดผลได้ เมื่อการตรวจหน้าด่านเชื่อมถึงโรงงานและเครือข่าย พร้อมทำให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต้นทุนความเสียหาย แทนการผลักภาระให้รัฐและประชาชนเป็นผู้จ่าย




