ภาษีรถยนต์ทรัมป์ ได้ไม่คุ้มเสีย อุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ เผชิญผลทั้งบวกและลบ
นโยบายภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ค่ายรถยนต์รายใหญ่อย่าง เจนเนอรัล มอเตอร์ส (GM), โตโยต้า และฟอร์ด ประกาศแผนขยายโรงงานในสหรัฐฯ แต่นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมชี้ว่าผลที่เกิดขึ้นจริงยังห่างไกลจากการฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ที่ทรัมป์อ้างถึง
ผลบวกยังจำกัด ขณะผู้ผลิตชิ้นส่วนรับผลกระทบหนัก
สเตฟานี บรินลีย์ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมยานยนต์จาก Mobility Global ระบุว่า ภาษีของทรัมป์ส่งผลดีเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยการเปลี่ยนแปลงมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะพลิกโฉมอย่างชัดเจน ผู้ผลิตบางรายใช้ประโยชน์จากโรงงานที่มีกำลังการผลิตเหลืออยู่แล้ว มากกว่าการลงทุนสร้างโรงงานใหม่
ด้านผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งจ้างงานราว 930,000 คนในสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบหนักกว่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยยานยนต์ (CAR) เผยว่า การลงทุนของกลุ่มนี้ดิ่งลงจากกว่า 8 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2025 เหลือเพียงราว 600 ล้านดอลลาร์ในสองไตรมาสถัดมา ก่อนจะฟื้นตัวบางส่วน
"ผู้ผลิตชิ้นส่วนได้รับผลกระทบจากภาษีมากกว่า และไม่มีความสามารถในการรับภาระได้เท่าค่ายรถยนต์ใหญ่" — ไทเลอร์ ฮาร์ป นักเศรษฐศาสตร์จาก CAR
ความไม่แน่นอนในนโยบาย USMCA ทำฮอนด้าลังเล
ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาที่ส่งผลต่อความตกลงการค้าเสรี USMCA ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ผู้บริหารระดับสูงของฮอนด้าเปิดเผยในเดือนสิงหาคมว่า บริษัทต้องการสร้างโรงงานใหม่ในอเมริกาเหนือ แต่อาจต้องทบทวนแผนหากความไม่ชัดเจนเรื่อง USMCA ยังคงอยู่
การจ้างงานฟื้นตัวช้า การผลิตรอถึงปี 2030
การจ้างงานในอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ ขยับขึ้นในช่วงส่วนใหญ่ของปี 2026 โดยเดือนกันยายนมีแรงงานในภาคส่วนนี้เกือบ 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 1% จากช่วงที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง แต่ยังต่ำกว่าระดับสูงสุดในยุคไบเดนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 กว่า 2%
ส่วนกำลังการผลิตรถยนต์คาดว่าจะยังทรงตัวที่ 10 ล้านคันในปี 2026 และต้องรอจนถึงปี 2030 จึงจะเพิ่มเป็น 11.3 ล้านคัน เมื่อการลงทุนมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์ของ GM ในรัฐมิชิแกน แคนซัส และเทนเนสซี รวมถึงแผน 3.6 พันล้านดอลลาร์ของโตโยต้าในการย้ายสายการผลิตรถกระบะ Tacoma จากเม็กซิโกไปยังเท็กซัส เริ่มให้ผล
อุตสาหกรรมหันลงทุนระบบอัตโนมัติแทนการเติบโต
ดีลอยต์ระบุว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนสามารถชดเชยต้นทุนจากนโยบายภาษีได้เพียงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้อุตสาหกรรมหันมาใช้กลยุทธ์ควบคุมค่าใช้จ่ายและลงทุนในระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ แทนการขยายการเติบโตเชิงรุก สะท้อนว่าผลของนโยบายภาษียังไม่ชัดเจนพอที่จะเปลี่ยนทิศทางอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง




