ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลของตนบรรลุข้อตกลงน้ำมันฉบับสำคัญกับเวเนซุเอลา โดยสหรัฐฯ จะได้รับสิทธิ์ถือหุ้นส่วนใหญ่ในแหล่งสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้วปริมาณ 65 พันล้านบาร์เรล พร้อมระบุว่านี่คือ "ดีลน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก"
ดีลประวัติศาสตร์ผ่านมือรูบิโอและเฮกเซธ
ทรัมป์เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ และรัฐมนตรีกลาโหมพีต เฮกเซธ เป็นผู้เจรจาข้อตกลงนี้ร่วมกับ เดลซี โรดริเกซ ผู้นำรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยรูบิโอระบุว่าดีลดังกล่าวจะนำเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์เข้าสู่เวเนซุเอลา สร้างงานที่มีค่าจ้างสูงหลายพันตำแหน่ง และช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
บริบทหลังการขับไล่มาดูโร
เวเนซุเอลาครองตำแหน่งประเทศที่มีสำรองน้ำมันพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก หลังจากที่สหรัฐฯ ขับไล่และจับกุมนิโกลัส มาดูโร ผู้นำระยะยาวในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดี ได้รับอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามแนวทางของสหรัฐฯ
ผลประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และตลาดน้ำมัน
ทรัมป์ยืนยันว่าข้อตกลงนี้จะเพิ่มสำรองน้ำมันของสหรัฐฯ ได้มากกว่าสองเท่า ในช่วงที่คลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี พร้อมย้ำว่าจะช่วยลดราคาน้ำมันในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
เชฟรอนเดินหน้าขยายการผลิต
เชฟรอน บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ เพียงรายเดียวที่ยังคงดำเนินกิจการในเวเนซุเอลาช่วงยุคมาดูโร รายงานในเดือนกรกฎาคมว่าได้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบรายวันเป็น 280,000 บาร์เรล และมีแผนขยายการผลิตเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ภายในสิ้นปี 2028 อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนอื่นๆ ยังคงระมัดระวังในการลงทุน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมและประวัติการยึดทรัพย์สินนักลงทุนต่างชาติในอดีต ขณะที่รัฐบาลเวเนซุเอลายังไม่ออกมายืนยันข้อตกลงดังกล่าวอย่างเป็นทางการ




