Data Silo เปิดแล้ว ระเบียบรัฐ แบ่งปันข้อมูลดิจิทัล
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล พ.ศ. 2569" มีผลบังคับใช้เพื่อทลายปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Data Silo) ของหน่วยงานภาครัฐ ยกระดับการบริหารราชการแผ่นดิน การวิเคราะห์นโยบายเชิงลึก และการรับมือภัยพิบัติฉุกเฉินด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่
สาระสำคัญของระเบียบใหม่
สร้างระบบกลางเชื่อมโยงข้อมูล มอบหมายให้ สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ สขญ. เป็นผู้บริหารจัดการ "ระบบกลางเพื่อการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล" เปลี่ยนรูปแบบการขอข้อมูลรายครั้งเป็นการใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน
กรอบเวลาและหน้าที่ชัดเจน หน่วยงานรัฐต้องเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบกลาง และพิจารณาคำขอใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่นภายใน 90 วัน
สิทธิปฏิเสธและควบคุมความเสี่ยง สามารถปฏิเสธการให้ข้อมูลได้หากกระทบต่อความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความลับราชการ หรือสิทธิส่วนบุคคล
ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ห้ามส่งต่อข้อมูลดิบต้นฉบับ (Original Raw Data) โดยไม่ได้รับอนุญาต และต้องจัดทำข้อตกลง เช่น DPA และ NDA พร้อมทั้งปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) อย่างเคร่งครัด
ตั้ง คกก. กำกับดูแล: จัดตั้ง "คณะกรรมการส่งเสริมการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัล" ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและไกล่เกลี่ยกรณีมีความเห็นไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงาน
ดีเดย์ 60 วัน เร่งเชื่อมโยงข้อมูลรับมือภัยพิบัติ
ระเบียบดังกล่าวกำหนดบทเฉพาะกาลเร่งรัดหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมการปกครอง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เชื่อมโยงชุดข้อมูลน้ำ สภาพอากาศ และการเตือนภัยเข้าสู่ระบบกลางภายใน 60 วัน (หากไม่พร้อมต้องแจ้งภายใน 15 วัน) เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที
ก้าวสำคัญและโจทย์ท้าทาย
การประกาศใช้ระเบียบนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการปฏิรูประบบราชการไทยไปสู่ Data-Driven Governmentอย่างเป็นรูปธรรม เพราะไม่เพียงแต่ปลดล็อกข้อจำกัดทางเทคนิคในการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่ยังวางรากฐานด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไปพร้อมกัน
ความท้าทายหลังจากนี้คือ "กลไกการกำกับดูแลและความรับผิดชอบ (Accountability)" ยิ่งมีการเชื่อมโยงข้อมูลมากเท่าไร มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการควบคุมสิทธิเข้าถึงข้อมูลยิ่งต้องเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์




