รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เปิดเผยว่า กรรมการบางส่วนในการประชุมวันที่ 16-17 มิถุนายน เห็นเหตุผลสมควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง แม้ท้ายที่สุดที่ประชุมลงมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สี่
กรรมการเฟดแตกความเห็น แต่ยังมติเอกฉันท์
รายงานระบุว่า กรรมการ "บางส่วน" แสดงความเห็นว่ามีเหตุผลพอที่จะปรับขึ้นกรอบอัตราดอกเบี้ยกองทุนของเฟด ในขณะที่ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม กรรมการกลุ่มดังกล่าวก็ยังลงคะแนนสนับสนุนคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ รายงานยังระบุว่า กรรมการเกือบทั้งหมดเห็นว่า "การปรับนโยบายให้เข้มงวดขึ้นน่าจะมีความจำเป็น" หากเงินเฟ้อยังคงสูงและตลาดแรงงานยังคงมีเสถียรภาพ
วอร์ชนำทัพเฟดท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อ
การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตั้งสืบต่อจาก เจอโรม พาวเวลล์ วอร์ชเคยออกมาระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็น "การถกเถียงภายในครอบครัวที่ดุเดือด" พร้อมย้ำว่าเฟดจะเดินหน้าต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ "สูงเกินไป" เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในระบบเศรษฐกิจ
สงคราม ภาษี และ AI ดันเงินเฟ้อทะลุเป้า
เฟดระบุในแถลงการณ์ว่าเงินเฟ้อที่อยู่เหนือเป้าหมาย 2% ส่วนหนึ่งมาจากภาวะช็อกด้านอุปทานที่ดันราคาพลังงานสูงขึ้น อันเป็นผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงผลกระทบของภาษีนำเข้าและอุปสงค์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ โดยเงินเฟ้อปัจจุบันแตะระดับสูงสุดในรอบสามปี
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ทิศทางเฟดยังอ่านยาก
โอลิเวอร์ อัลเลน นักเศรษฐศาสตร์จาก Pantheon Macroeconomics ให้ความเห็นว่า "เฟดภายใต้วอร์ชค่อนข้างอ่านทิศทางได้ยาก และดูเหมือนเป็นเจตนา" พร้อมชี้ว่าข้อมูลล่าสุดทำให้กรรมการกังวลเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น ขณะที่ความกังวลเรื่องตลาดแรงงานลดลง และ FOMC ยังคง "ลังเลและไม่แน่ใจอย่างแท้จริง" เกี่ยวกับทิศทางนโยบายในช่วงถัดไป ด้านราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นอีกครั้งหลัง ทรัมป์ประกาศยุติข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่าน อาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อต่อไปในระยะข้างหน้า





