มิดเทอมสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมทรัมป์? จับตาแรงกระเพื่อมการเมืองเขย่าตลาดการเงินโลก

4 พ.ย. 2569 - 14:34

  • ‘ศึกมิดเทอมสหรัฐฯ’ อาจพลิกดุลอำนาจ กดดัน ‘ทรัมป์’ เร่งหาทางลงสงคราม

  • ผลเลือกตั้งชี้ทิศทางนโยบายสหรัฐฯ สะเทือนหุ้นโลกและความเชื่อมั่นนักลงทุน

  • ตลาดหุ้นมีลุ้นฟื้นหลังคิวหย่อนบัตร แต่ปลายปีเสี่ยงผันผวนจากงบประมาณและทิศทางดอกเบี้ย

มิดเทอมสหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมทรัมป์? จับตาแรงกระเพื่อมการเมืองเขย่าตลาดการเงินโลก

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้ความเห็นในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงแนวโน้มผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ โดยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่พรรคเดโมแครตจะคว้าชัยชนะ โดยเฉพาะในวุฒิสภา ซึ่งเป็นทิศทางที่พลิกจากการประเมินก่อนหน้านี้

คะแนนนิยม ‘ทรัมป์’ สั่นคลอน ปัญหาปากท้องเป็นปัจจัยชี้ขาด

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชน แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยภาพรวมจะไม่ได้อยู่ในภาวะย่ำแย่ แต่ผลกระทบจากสงครามและมาตรการภาษีการค้าทำให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยหาเสียงโดยให้คำมั่นว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเงินเฟ้อและฟื้นฟูกำลังซื้อ แต่เมื่อประชาชนยังเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงกลายเป็นแรงกดดันต่อคะแนนนิยมของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นที่ผ่านมาเคยคลาดเคลื่อนมาแล้วหลายครั้ง จึงยังมีโอกาสเกิดการพลิกผัน แต่หากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว มองว่าโอกาสที่พรรคเดโมแครตจะกวาดชัยชนะมีค่อนข้างสูง

จับตา ‘เดโมแครต’ เปิดศึกตรวจสอบ ‘ทรัมป์’ หากครองเสียงข้างมากสองสภาฯ

สำหรับผลกระทบทางการเมือง หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา อาจนำไปสู่การตรวจสอบการทำงานของทรัมป์ โดยเฉพาะประเด็นการใช้อำนาจปฏิบัติการทางทหารในสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งมี สส.เดโมแครตบางส่วนส่งสัญญาณว่าจะดำเนินการเอาผิด

อย่างไรก็ตาม สภาชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 3 มกราคม ทำให้ในช่วงก่อนหน้านั้นยังเป็นการทำงานของสภาชุดเดิม โดยประเด็นที่จะส่งผลต่อการเมืองและสถานการณ์สงครามได้เร็วกว่าคือการพิจารณางบประมาณฉบับใหม่ ซึ่งงบประมาณเดิมจะสิ้นสุดลง และต้องผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณใหม่ในช่วงวันที่ 11 ธันวาคม

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า หากพรรคเดโมแครตไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะรายจ่ายด้านกลาโหมที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ขณะที่พรรครีพับลิกันไม่ยอมปรับลดงบประมาณ ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชัตดาวน์ (Government Shutdown) ซึ่งอาจเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นลำดับแรก

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์ต้องหาทางลดระดับความขัดแย้งก่อนที่สภาชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง เพราะหากปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ก็จะยิ่งเผชิญแรงกดดันทั้งจากสงครามภายนอกประเทศและการต่อสู้เรื่องงบประมาณภายในสภา

สงครามตะวันออกกลางไม่เป็นที่นิยม ‘ทรัมป์’ อาจเร่งหาทางลง

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า การที่มีข่าวเกี่ยวกับการปรับลดงบประมาณช่วยเหลืออิสราเอล ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เนื่องจากสงครามครั้งนี้ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนสหรัฐฯ ในวงกว้าง ยกเว้นกลุ่มฐานเสียงที่สนับสนุนทรัมป์อย่างเหนียวแน่น

ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า การทำสงครามเพื่อสนับสนุนอิสราเอลไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของสหรัฐฯ อีกทั้งยังสร้างภาระต่อเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และงบประมาณภาครัฐ จึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเริ่มปรับลดงบประมาณและหาทางยุติสงครามในระยะต่อไป

ส่วนความกังวลว่าทรัมป์อาจตอบโต้ผลการเลือกตั้งที่พ่ายแพ้ด้วยการยกระดับปฏิบัติการทางทหาร หรือถึงขั้นใช้อาวุธนิวเคลียร์นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก แม้จะไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ทั้งหมด เนื่องจากทรัมป์เป็นผู้นำที่คาดเดาการตัดสินใจได้ยาก

การเดินหน้าสงครามต่อไปอาจยิ่งทำให้คะแนนนิยมลดลง และส่งผลกระทบต่อพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2028 ด้วย จึงประเมินว่าทรัมป์มีแนวโน้มต้องการยุติสงครามมากกว่าขยายความขัดแย้ง

นอกจากนี้ นโยบายภาษีการค้ากับประเทศต่าง ๆ ยังส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้น จนประชาชนที่เคยสนับสนุนทรัมป์บางส่วนเริ่มผิดหวังกับผลงานของรัฐบาล ทำให้การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีลักษณะเป็นการประเมินผลงานของทรัมป์โดยตรง

ขณะเดียวกัน ทรัมป์อาจหันไปผลักดันวาระนโยบายอื่น ๆ เช่น การส่งเสริมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ ผ่านการลงทุนและการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) เพื่อสร้างผลงานในช่วง 2 ปีหลังของการดำรงตำแหน่ง

ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นหลังมิดเทอม แต่ยังต้องระวังแรงกดดันจาก AI

ในส่วนของตลาดการเงินและตลาดทุน ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวว่า โดยปกติหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและทิศทางนโยบายมีความชัดเจนมากขึ้น จึงยังเชื่อว่าตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากความกังวลต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้ผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่จะออกมาดีตามคาดหรือสูงกว่าคาดเล็กน้อย แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักกับความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีอาจลงทุนมากเกินไป

สำหรับการลงทุนใน AI และ Data Center นั้น มองว่ายังเป็นสิ่งจำเป็น เพราะความต้องการใช้เทคโนโลยี AI มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทต่าง ๆ จึงต้องลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน หากไม่พัฒนาระบบและเทคโนโลยีให้ทันสมัยก็อาจหลุดจากกระแสได้

ยกตัวอย่างบริษัท Apple ที่เคยมีจุดเด่นจาก Siri ซึ่งเป็นระบบ AI สำหรับตอบคำถามและสนทนากับผู้ใช้งาน แต่เมื่อไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI มากเท่าที่ควร และมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจฮาร์ดแวร์เป็นหลัก ก็ทำให้สูญเสียความได้เปรียบในกระแสเทคโนโลยีดังกล่าว

แม้การลงทุนด้าน AI จะสร้างภาระให้กับบริษัท แต่ก็สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้และผลตอบแทนได้เช่นกัน จึงมองว่า AI มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในบางส่วน แต่ยังมีศักยภาพเติบโตต่อไป ไม่ได้เป็นฟองสบู่ทั้งหมดตามที่หลายฝ่ายกังวล

สำหรับการปรับตัวลงของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นการขายทำกำไรหรือปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง ก่อนทราบผลการเลือกตั้งกลางเทอม เมื่อผลเลือกตั้งชัดเจนขึ้น ไม่ว่าพรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากหนึ่งหรือสองสภา อำนาจของพรรครีพับลิกันก็จะลดลง ทำให้การผลักดันนโยบายที่มีความสุดโต่งทำได้ยากขึ้น

จึงประเมินว่าตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงนี้ไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม ก่อนที่ตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักกับประเด็นงบประมาณอีกครั้ง หากเกิดความขัดแย้งจนไม่สามารถผ่านงบประมาณได้ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในช่วงนั้น

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมระหว่างผู้นำ 3 ประเทศในช่วงวันที่ 18-19 พฤศจิกายน ที่เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ในการประชุม APEC Summit ซึ่งมองว่าภาพรวมไม่น่าจะออกมาในทางลบมากนัก อย่างน้อยที่สุดอาจไม่มีความเปลี่ยนแปลง แต่หากมีพัฒนาการเชิงบวกก็อาจเป็นการหารือเพื่อหาทางยุติสงครามยูเครน รวมถึงการผลักดันให้เกิดความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ยังเป็นโจทย์สำคัญ หากต้องการยุติสงคราม

สำหรับแนวทางยุติสงครามตะวันออกกลาง ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า หากทรัมป์ต้องการยุติความขัดแย้งในเวลานี้ ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงที่ต้องเผชิญกับสภาชุดใหม่ เพราะจะต้องรับมือกับแรงกดดันทั้งทางการทหารและการเมืองภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องจับตาคือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเฉพาะข้อเสนอที่ให้อิหร่านสามารถเรียกเก็บค่าผ่านทางจากเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะยอมรับเงื่อนไขนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นประเด็นที่อาจทำให้การเจรจายุติสงครามมีความซับซ้อน

ทั้งนี้ มองว่าทรัมป์ไม่ได้ต้องการทำสงครามต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว จึงต้องติดตามว่าท้ายที่สุดจะหาข้อตกลงเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างไร

หุ้นไทยระยะสั้นมีโอกาสฟื้น แต่ปลายปีเสี่ยงผันผวน

สำหรับตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงจนหลุดระดับ 1,500 จุด หลังจากก่อนหน้านี้มีความคาดหวังว่าจะปรับขึ้นไปถึง 1,600 จุด ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า ระยะสั้นตลาดยังมีโอกาสฟื้นตัว แต่ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนต่อเนื่องถึงเดือนธันวาคม ต้องระมัดระวังความผันผวนจากปัจจัยสำคัญหลายด้าน

ปัจจัยแรกคือการพิจารณางบประมาณของสหรัฐฯ ขณะที่ช่วงกลางเดือนธันวาคมยังมีประเด็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง 3 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือนดังกล่าว

โดยมองว่า แม้ประเด็นการเมืองจะสร้างความตื่นเต้นและเป็นข่าวที่ตลาดให้ความสนใจ แต่ปัจจัยที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและตลาดการเงินอย่างแท้จริงยังคงเป็นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อหลายด้าน ทั้งมูลค่าหุ้น (Valuation) และแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม

นอกจากนี้ ตลาดยังมีความกังวลว่าบริษัทเทคโนโลยีที่ลงทุนใน AI จำนวนมาก อาจต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงินมากขึ้น ต่างจากช่วงแรกที่สามารถใช้เงินทุนของตัวเองในการลงทุนได้ เมื่อภาระหนี้เพิ่มขึ้น ประกอบกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จึงยิ่งเพิ่มความกังวลต่อความเสี่ยงในตลาด

ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่าช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม หรือไตรมาสแรกของปีหน้า ตลาดอาจยังไม่สดใสนัก และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนขึ้นลงตามปัจจัยแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่มองการลงทุนระยะยาว ช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงอาจเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ถูกลง โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่เริ่มมีนักลงทุนบางส่วนทยอยเข้าซื้อเมื่อดัชนีลดลงต่ำกว่า 1,500 จุด รวมถึงการลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีที่มีโอกาสเลือกซื้อสินทรัพย์ได้ในระดับราคาที่น่าสนใจ

คงเป้าดัชนีปีหน้า 1,700 จุด

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยที่อาจช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว โดยในช่วงสัปดาห์ถัดไปจะมีการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย จากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมถึงการปรับปรุงตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ด้วย

ปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของตลาดหุ้น และมีโอกาสช่วยหนุนให้ดัชนีปรับตัวขึ้นได้ โดยยังคงมุมมองเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีหน้าที่ระดับประมาณ 1,700 จุด

ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนขึ้นอยู่กับมุมมองและความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละรายยอมรับได้ โดยยอมรับว่าช่วงนี้มีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมาก แต่หากมองในระยะยาว การปรับตัวลงของตลาดก็อาจเป็นโอกาสในการทยอยลงทุนได้เช่นกัน

มอง “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่ยังมีความท้าทาย

ส่วนทองคำ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ยังมีความท้าทาย โดยในระยะสั้นและระยะกลางยังมีแรงกดดันจากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยและความเสี่ยงต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวยังเชื่อมั่นว่าราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางหลายประเทศยังคงสะสมทองคำเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

แม้เงินดอลลาร์ยังเป็นสกุลเงินหลักของโลก แต่ประเทศต่าง ๆ เริ่มปรับสัดส่วนการถือครองเงินสำรองระหว่างประเทศ โดยสัดส่วนเงินดอลลาร์ลดลงจากประมาณ 60% เหลือ 57-58% ขณะที่สัดส่วนทองคำเพิ่มขึ้นจากประมาณ 6% เป็น 23-24% สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองที่สำคัญ

ส่วนเงินหยวนของจีนยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทแทนเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินหลักของโลกอย่างเต็มที่ ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศยังต้องพึ่งพาเงินดอลลาร์ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนทองคำ

นอกจากนี้ ข้อมูลจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่กล่าวถึงการบริหารความมั่งคั่งของกลุ่ม Family Office หรือผู้บริหารสินทรัพย์ของครอบครัวเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งไปยังคนรุ่นหลัง ระบุว่า สัดส่วนสินทรัพย์ที่แนะนำให้ถือครองเป็นทองคำมีอยู่ประมาณ 60% สะท้อนว่าทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจในแง่การรักษาความมั่งคั่งระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ใช้เงินลงทุนระยะสั้นหรือมีความกังวลต่อความผันผวนของราคา ควรระมัดระวังการเข้าลงทุน โดยอาจศึกษาผลิตภัณฑ์และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในตลาดเพิ่มเติม

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์