บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่สหรัฐฯ เร่งลงทุนขยายกำลังการกลั่นน้ำมันและนำโรงกลั่นที่ปิดตัวไปกลับมาเปิดใช้ใหม่ หลังความขัดแย้งในรัสเซียและอิหร่านส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ยังคงทะลุระดับ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และดีเซลพุ่งสูงกว่า 6 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
กำไรพุ่งสองเท่า ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
เอ็กซอนโมบิลรายงานกำไรในไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 7.5 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เชฟรอนทำกำไรได้ 9.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 3.5 พันล้านดอลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอ็กซอนโมบิล ดาร์เรน วูดส์ ระบุว่าบริษัทสามารถทำสถิติการใช้กำลังกลั่นนอกตะวันออกกลางได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ รวมถึงใช้กำลังกลั่นน้ำมันดิบที่โรงกลั่นชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์
โรงกลั่นรัสเซียพังยับ กดอุปทานโลก
วูดส์ชี้ว่าการขาดแคลนดีเซลและน้ำมันกลั่นมีต้นตอจากหลายปัจจัย ทั้งการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนต่อโรงกลั่นในรัสเซีย ซึ่งเคยมีสัดส่วน 6.5 เปอร์เซ็นต์ของกำลังกลั่นโลกในปี 2025 รวมถึงอิหร่านปิดกั้นการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการลดกำลังผลิตของโรงกลั่นในจีน ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าโรงกลั่นรัสเซียที่ยังไม่ได้รับความเสียหายเหลือเพียง 5 แห่ง ส่งผลให้กำลังผลิตลดเหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี
"คาดว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าปีหน้าก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ" วูดส์กล่าว
ลงทุนขยายโรงกลั่น-ซื้อกิจการ
เอ็กซอนโมบิลทุ่มงบ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อขยายกำลังการกลั่น ครอบคลุมการขยายโรงกลั่นในเมืองโบมอนต์และโบทาวน์ รัฐเท็กซัส คาดว่าจะเพิ่มกำลังกลั่นกลุ่มดิสทิลเลตได้อีก 100,000 บาร์เรลต่อวัน
ด้านวาเลโร เอเนอร์จี ประกาศซื้อโรงกลั่นที่ปิดตัวในฮูสตันจากบริษัทไลออนเดลล์บาเซลล์ ในราคา 320.5 ล้านดอลลาร์ โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เลน ริกส์ ระบุว่านี่คือโอกาสเชิงกลยุทธ์ในการขยายฐานการกลั่นในอ่าวเม็กซิโก พร้อมเดินหน้าเปิดดำเนินการภายในสิ้นปี 2027
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่กดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรัฐบาลได้กดดันบริษัทน้ำมันให้เร่งหาทางบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับผู้บริโภคชาวอเมริกัน




