บางครั้งสิ่งที่ทำให้คน ‘หมดศรัทธาในศาสนา’ อาจไม่ได้เริ่มจากการไม่เชื่อในคำสอน แต่เริ่มจากความผิดหวังในคนที่เคยคิดว่าเป็นตัวแทนของคำสอนนั้น
กรณีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 หลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว พระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ตามหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเบียดบังทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และฟอกเงิน โดยมีรายงานความเสียหายกว่า 92 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังปรากฏคลิปหลักฐานร้องเรียนเกี่ยวกับการเสพเมถุนซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบและรวบรวมหลักฐานในคดี
สำหรับคนที่ไม่ได้รู้จักหรือศรัทธาพระรูปดังกล่าวมาก่อนเรื่องนี้อาจเป็นเพียงข่าวหนึ่ง แต่สำหรับคนที่เคยกราบไหว้ เคยฟังคำสอน เคยเดินทางไปทำบุญ หรือเคยมองพระรูปหนึ่งเป็นที่พึ่งทางใจ ความรู้สึกอาจแตกต่างออกไป เพราะสิ่งที่เสียไปไม่ได้มีแค่ ภาพลักษณ์ของพระหนึ่งรูป แต่คือความเชื่อมั่นศรัทธาที่เคยฝากไว้กับคนคนนั้น
แล้วเมื่อเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว คำถามที่ตามมาก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า
‘ถ้าพระยังทำแบบนี้แล้วเราจะศรัทธาศาสนาไปทำไม?’
ตรงนี้อาจต้องแยกคำว่า ‘ศรัทธา’ ออกเป็นหลายส่วนก่อน เพราะในชีวิตจริงเราอาจกำลังพูดถึงอย่างน้อย 3 เรื่องที่ไม่เหมือนกัน คือ ศรัทธาในบุคคล ความเชื่อมั่นต่อสถาบันสงฆ์ และความเชื่อในหลักธรรม
ในทางพระพุทธศาสนาสิ่งที่เรียกว่า ‘สรณคมน์’ หรือการยึดเป็นที่พึ่ง คือการถึงพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่ระลึก แต่คำว่า ‘พระสงฆ์’ ในฐานะองค์หนึ่งของพระรัตนตรัย มีควาหมายเฉพาะ พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่า หมายถึง หมู่พระอริยสาวก ขณะที่คำว่า ‘สงฆ์’ ในอีกความหมายหนึ่งจึงหมายถึงชุมนุมภิกษุตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไปที่สามารถประกอบสังฆกรรมตามพระวินัยได้
พูดง่ายๆ คือ การที่ภิกษุรูปหนึ่งทำผิด ไม่ได้ทำให้สิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนไว้เปลี่ยนตามไปด้วย
หลักเรื่องไม่ฆ่า ไม่ลักทรัพย์ ไม่โกหก หรือการลดความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่ได้กลายเป็นสิ่งผิด เพียงเพราะคนที่เคยนำคำสอนเหล่านั้นมาพูดกลับทำไม่ได้เสียเอง เช่นเดียวกับคำสอนเรื่องการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง และปฏิบัติถูกทาง ซึ่งถูกระบุไว้เป็นคุณของพระสงฆ์ในความหมายของสาวกสงฆ์หรืออริยสงฆ์
แต่ในอีกด้านหนึ่งการบอกคนที่กำลังผิดหวังเพียงว่า ‘พระก็เป็นคน อย่าเหมารวมศาสนา’ อาจง่ายเกินไป
เพราะในชีวิตจริงคนจำนวนมากไม่ได้รู้จักพระพุทธศาสนาจากการเปิดพระไตรปิฎกอ่านด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น แต่รู้จักผ่าน พระ วัด โรงเรียน ครอบครัว พิธีกรรม และองค์กรทางศาสนา คนเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่ตัดออกจากประสบการณ์เรื่องศาสนาได้ง่ายๆ หากบุคคลที่สังคมมองว่าเป็นผู้นำทางศาสนากลับประพฤติตรงข้ามกับสิ่งที่สอนความเชื่อมั่นย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ยิ่งถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำๆ ปัญหาก็อาจไม่ได้อยู่แค่คำถามว่า ‘พระรูปนี้ดีหรือไม่ดี’ แต่อาจขยับไปเป็นคำถามว่า ระบบตรวจสอบอยู่ตรงไหน ใครรับผิดชอบทรัพย์สินของวัด ใครตรวจสอบผู้มีตำแหน่งในคณะสงฆ์ และเมื่อมีข้อร้องเรียนเหตุใดบางกรณีจึงต้องรอจนกลายเป็นคดีใหญ่จึงถูกจัดการ
ดังนั้น การแยก ‘คน’ ออกจาก ‘ธรรม’ ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเพื่อทำให้ความผิดของคนเล็กลง หรือบอกประชาชนว่าไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามกับวงการสงฆ์ เพราะตรงกันข้ามการที่หลักธรรมยังมีคุณค่ายิ่งทำให้คนที่อยู่ในสถานะตัวแทนของศาสนาและระบบที่กำกับดูแล ต้องถูกตั้งคำถามเมื่อการกระทำสวนทางกับสิ่งที่ตัวเองสอน
ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพระที่เราเคารพทำผิดเราอาจหมดศรัทธาในคนคนนั้นได้ เราอาจตั้งคำถามกับวัดหรือระบบสงฆ์ได้ และบางคนอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับมาเชื่อมั่นเหมือนเดิม
แต่ก่อนจะสรุปว่า ‘หมดศรัทธาในศาสนา’ อาจมีอีกคำถามที่ควรถามตัวเองก่อนว่า
สิ่งที่เราหมดศรัทธาจริงๆ คือ ‘ธรรมที่เคยเชื่อ’ หรือคือ ‘คนที่เราเคยเชื่อว่าจะทำตามธรรมนั้น’
เพราะบางครั้งสิ่งที่พังลงอาจไม่ใช่คำสอน
แต่คือภาพของคนที่เราเคยคิดว่า จะเป็นตัวอย่างของคำสอนนั้นต่างหาก




