จากเพลง AI สู่รายได้จริง! กรณี ‘รัสมี อีสานโซล’ ถูกสวมชื่อเพื่อหารายได้จากเพลงที่ไม่ได้ร้อง

5 ส.ค. 2569 - 17:56

  • รายได้จากยอดฟังอาจถูกส่งไปยังบัญชีของผู้อัปโหลด ไม่ใช่ศิลปินที่ถูกนำชื่อไปใช้

  • การแอบอ้างชื่อศิลปินอาจทำให้เพลงปลอมไปปรากฏบนหน้าโปรไฟล์จริง

  • สิ่งที่ถูกขโมยจึงไม่ใช่แค่เพลง แต่รวมถึงชื่อเสียง ตัวตน และความไว้ใจของแฟนเพลง

จากเพลง AI สู่รายได้จริง! กรณี ‘รัสมี อีสานโซล’ ถูกสวมชื่อเพื่อหารายได้จากเพลงที่ไม่ได้ร้อง

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ‘รัสมี เวระนะ’ หรือ รัสมี อีสานโซล ออกมาเปิดเผยว่ามีผู้นำชื่อของเธอไปใช้สร้างและเผยแพร่เพลงด้วย AI จนอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของเธอ พร้อมระบุว่าทีมงานได้ปรึกษาทนายและเพื่อนนักดนตรีเพื่อติดตามตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลัง โดยข้อมูลเบื้องต้นที่เธอเปิดเผยคือพบตำแหน่งไอพีอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ทราบตัวบุคคลที่แน่ชัด

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่า AI สามารถสร้างเพลงให้คล้ายศิลปินคนหนึ่งได้มากแค่ไหน แต่คือการนำ ‘ตัวตนที่ศิลปินสร้างมาทั้งชีวิต’ ไปใช้เป็นบันไดหารายได้ คนทำอาจไม่ต้องใช้เวลาฝึกร้อง ไม่ต้องลงทุนทำอัลบั้ม หรือสร้างฐานผู้ฟังด้วยตัวเอง เพียงสร้างเพลงขึ้นมาแล้วกรอกชื่อศิลปินลงในข้อมูลประกอบเพลงก็อาจทำให้ผู้ฟังบางส่วนเชื่อว่าเป็นซิงเกิลใหม่หรือผลงานทดลองของศิลปินตัวจริง

View post on Facebook

ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นได้เพราะการส่งเพลงเข้าสู่แพลตฟอร์มสตรีมมิงมักดำเนินการผ่านผู้จัดจำหน่ายดิจิทัล โดยผู้ส่งเพลงเป็นผู้กรอกชื่อศิลปิน ชื่อเพลง ผู้ถือลิขสิทธิ์ และข้อมูลอื่นๆ Spotify ยอมรับเองว่าเพลงสามารถไปปรากฏบนหน้าโปรไฟล์ผิดคนได้ ทั้งจากการใช้ชื่อซ้ำ ความผิดพลาดของข้อมูล หรือผู้ไม่หวังดีที่จงใจแนบเพลงของตัวเองเข้ากับโปรไฟล์ศิลปิน และการสร้างเพลง AI ได้ง่ายขึ้นยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงกว่าเดิม

สิ่งที่ตามมาคือ รายได้จากยอดฟังอาจไม่ได้เดินทางไปหาศิลปินที่ถูกแอบอ้างชื่อ เพราะระบบสตรีมมิงจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้ถือสิทธิหรือผู้จัดจำหน่ายที่นำเพลงเข้าสู่ระบบ ก่อนที่เงินจะถูกส่งต่อไปยังศิลปินและผู้แต่งตามข้อมูลและสัญญาที่แจ้งไว้หากคนอื่นเป็นผู้เปิดบัญชี อัปโหลดเพลง และระบุตัวเองเป็นผู้ถือสิทธิ รายได้จากยอดสตรีมของเพลงปลอมจึงมีโอกาสถูกส่งไปยังบัญชีของผู้อัปโหลด ไม่ใช่เจ้าของชื่อที่ผู้ฟังเห็นอยู่บนหน้าจอ

หากมีการนำเพลงเข้าสู่ระบบตรวจจับลิขสิทธิ์อย่าง YouTube Content ID ปัญหายังอาจไปไกลกว่านั้น เพราะเมื่อระบบพบวิดีโอที่มีเสียงตรงกับไฟล์อ้างอิง ผู้กล่าวอ้างสิทธิสามารถเลือกติดตาม บล็อก หรือสร้างรายได้จากวิดีโอนั้นได้ นั่นหมายความว่า ผู้ที่ไม่มีสิทธิจริงอาจพยายามใช้เพลงหรือเสียงที่สร้างขึ้นไปอ้างสิทธิเหนือคลิปของคนอื่นรวมถึงคลิปของศิลปินตัวจริง อย่างไรก็ตาม YouTube กำหนดว่าผู้ส่งไฟล์เข้า Content ID ต้องมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว และผู้ที่กล่าวอ้างผิดซ้ำๆ อาจถูกระงับสิทธิการใช้งานระบบ

ด้วยเหตุนี้คำว่า ‘สวมตัวตนศิลปินไปเก็บค่าลิขสิทธิ์’ จึงควรแยกให้ออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือค่าตอบแทนจากการสตรีม ซึ่งอาจไหลไปหาบัญชีผู้เผยแพร่เพลง ส่วนที่สองคือการอ้างสิทธิในระบบดิจิทัลเพื่อสร้างรายได้จากการใช้เพลงในวิดีโออื่นๆ ทั้งสองกรณีต่างอาศัยชื่อ ข้อมูล และความน่าเชื่อถือของศิลปินตัวจริงเป็นเครื่องมือ แม้คนคนนั้นจะไม่เคยอนุญาตให้ใช้ชื่อหรือผลงานเลยก็ตาม

ในทางลิขสิทธิ์ไทยกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ผลงานที่จะได้รับความคุ้มครองต้องเป็นงานที่ผู้สร้างสร้างขึ้นเองและไม่ได้ลอกเลียนผู้อื่น โดยคำร้อง ทำนอง ดนตรีกรรม และสิ่งบันทึกเสียงล้วนเป็นประเภทงานที่กฎหมายรับรอง ดังนั้น หากมีการนำเนื้อร้อง ทำนอง เสียงบันทึก หรือส่วนสำคัญของผลงานเดิมไปทำซ้ำหรือดัดแปลงก็ต้องพิจารณาเรื่องสิทธิของเจ้าของผลงานเดิมแยกจากคำถามว่าเพลงชิ้นใหม่สร้างด้วย AI หรือมนุษย์

ขณะเดียวกันการนำชื่อ ภาพลักษณ์ หรือเสียงที่ชวนให้เข้าใจว่าเป็นบุคคลจริงไปใช้ยังเป็นปัญหาเรื่อง การแอบอ้างตัวตน ซึ่งอาจไม่ได้จบอยู่ที่กฎหมายลิขสิทธิ์เพียงฉบับเดียว YouTube ระบุชัดว่านโยบายห้ามสวมรอยครอบคลุมถึงการใช้ AI เลียนเสียงหรือรูปลักษณ์ของบุคคล พร้อมใช้ข้อมูลเท็จทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเนื้อหานั้นได้รับอนุญาตหรือมาจากเจ้าตัวจริง

เรื่องนี้ไม่ใช่ความกังวลที่เกิดขึ้นเฉพาะในไทย ผลสำรวจของ IFPI จากผู้ตอบมากกว่า 43,000 คนใน 26 ประเทศพบว่า 74% เห็นว่าไม่ควรใช้ AI โคลนหรือสวมรอยศิลปินโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 76% มองว่าไม่ควรนำเพลงหรือเสียงร้องของศิลปินไปใช้กับ AI หากเจ้าของไม่ยินยอม

นอกจากนี้เคยมีคดีในบราซิลที่ผู้กระทำอัปโหลดเพลงปลอมมากกว่า 400 เพลง สร้างยอดฟังปลอมกว่า 28 ล้านครั้ง และทำเงินมากกว่า 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ เจ้าหน้าที่ยังพบเพลงของนักแต่งเพลงท้องถิ่นที่ถูกขโมยอีก 36 เพลง พร้อมโปรไฟล์ศิลปินปลอม โดย AI ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้สร้างเพลงจำนวนมากเพื่อปั่นระบบสตรีมมิง

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีของรัสมีข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้ยังไม่ยืนยันชื่อผู้กระทำ จำนวนเพลงทั้งหมด หรือรายได้ที่อาจถูกนำไป จึงควรติดตามข้อเท็จจริงและกระบวนการตรวจสอบต่อไปโดยไม่ตัดสินตัวบุคคลล่วงหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงพอแล้วที่จะทำให้แพลตฟอร์มและบริษัทผู้จัดจำหน่ายเพลงต้องกลับมาถามว่า เหตุใดใครบางคนจึงสามารถนำชื่อศิลปินไปใช้ โดยที่เจ้าของชื่อแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบก่อนเพลงถูกเผยแพร่

AI ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูของศิลปิน เพราะมันสามารถช่วยทำเดโม ทดลองเสียง หรือเปิดพื้นที่ให้คนที่ไม่มีเครื่องดนตรีได้สร้างสรรค์งาน แต่เส้นแบ่งอยู่ตรงการยินยอมและความรับผิดชอบ การใช้ AI สร้างเพลงของตัวเองเป็นเรื่องหนึ่ง ขณะที่การหยิบชื่อเสียงหรือผลงานของคนอื่นไปหลอกผู้ฟังและสร้างรายได้ เป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง

เพราะเมื่อเพลงปลอมถูกเปิดหนึ่งครั้งสิ่งที่ถูกขโมยอาจไม่ใช่แค่ค่าตอบแทนไม่กี่บาท แต่คือความไว้ใจระหว่างศิลปินกับผู้ฟัง และตัวตนที่คนคนหนึ่งใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้นมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์