ลองจินตนาการถึงภาพพระสงฆ์เดินผ่านบูธขายเสื้อยืดลายพระพุทธเจ้า ขณะที่อีกฟากของงานมีเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์คลอไปกับบทสวดมนต์ ผู้คนที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นกำลังถ่ายรูป เช็กอิน และต่อคิวพูดคุยกับพระก่อนเลือกซื้อของที่ระลึกกลับบ้าน
หากไม่บอกล่วงหน้าหลายคนอาจคิดว่านี่คืองานเทศกาลศิลปะหรืออีเวนต์วัฒนธรรมร่วมสมัย แต่แท้จริงแล้วนี่คือบรรยากาศของงานมหกรรมพุทธศาสนาในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาศาสนาพุทธของเกาหลีใต้กำลังมีหน้าตาแตกต่างจากภาพจำเดิม จากพื้นที่ที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมสู่การเปิดรับดนตรี แฟชั่น ศิลปะ และวัฒนธรรมป๊อป เพื่อให้ศาสนาเข้าใกล้คนรุ่นใหม่มากขึ้นและจากการทำสิ่งนี้ของพวกเขาก็ทำให้เราได้รู้ว่า หากขยับและเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งมีผลกระทบตามมาในเชิงที่ดีและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่ายดายอีกด้วย
เมื่อศาสนาเริ่มพูดภาษาของคนรุ่นใหม่
เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มนิยามตัวเองว่าไม่มีศาสนา ผลลัพธ์ที่เห็นคือการสื่อสารรูปแบบใหม่โดยยังคงยึดแก่นของคำสอนไว้เหมือนเดิม ในทุกวันนี้รอบวัดเก่าแก่ในกรุงโซลมีร้านขายสินค้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนาทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ และของที่ระลึก บางชิ้นเป็นภาพพระพุทธเจ้ากำลังเลื่อนสมาร์ทโฟนหรือโปสต์การ์ดที่เขียนว่า "Blow it. Pop it. Forget it." ชวนตีความว่าการปล่อยวางอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
ภาพเหล่านี้สร้างความประหลาดใจให้กับ เตจา มานาโบทูลา นักท่องเที่ยวชาวแคนาดาวัย 34 ปีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อ AFP ไว้ว่า
"ที่นี่มีความเป็นเชิงพาณิชย์มากกว่าที่คิด"
คำพูดของเธอสะท้อนคำถามที่หลายคนกำลังตั้งไว้ว่าศาสนาจะร่วมสมัยได้มากแค่ไหน
จากโครงการ Temple Stay ถึงดีเจที่ใส่จีวรขึ้นทำการแสดง
นอกจากร้านค้าแล้ววัดหลายแห่งยังเปิดโครงการ Temple Stay ให้ผู้คนได้ลองใช้ชีวิตแบบพระสงฆ์ทั้งการนั่งสมาธิ รับประทานอาหารอย่างเรียบง่าย และทำกิจวัตรภายในวัด ขณะที่งานมหกรรมพุทธศาสนาในกรุงโซลก็มีทั้งนิทรรศการ เวิร์กช็อป การพูดคุยกับพระสงฆ์ ไปจนถึงกิจกรรมที่นำบทสวดมาผสมกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และฮิปฮอปซึ่งได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
หนึ่งในนั้นคือ ซอน มินจี นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 23 ปีผู้มองว่าภาพลักษณ์ใหม่ของศาสนาไม่ใช่เรื่องน่ากังวล
"ฉันไม่คิดว่าภาพลักษณ์แบบนี้เป็นปัญหาเลยเพราะมันช่วยลดกำแพงในการเข้าถึงและดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาเรียนรู้มากขึ้น"
รีแบรนด์ ศรัทธาที่หายไปหรือเปลี่ยนวิธีคิดของศาสนา?
อย่างไรก็ดีไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับการเผยแพร่ศาสนาในรูปแบบนี้ อย่างในงานแสดงล่าสุดของ NewJeansNim ดีเจที่สวมจีวรขึ้นเวทีรวมถึงการนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้เผยแผ่ธรรมะกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า ศาสนากำลังเปิดกว้างขึ้นหรือกำลังเข้าใกล้วัฒนธรรมป๊อปมากเกินไป
นักวิชาการและผู้ศรัทธาบางส่วนกังวลว่าศาสนาที่สอนเรื่องการไม่ยึดติดกับวัตถุอาจกำลังถูกห่อหุ้มด้วยวัฒนธรรมการบริโภค เมื่อพระพุทธรูปกลายเป็นของสะสม บทสวดกลายเป็นเพลย์ลิสต์ และงานบุญกลายเป็นอีเวนต์
อย่างไรก็ตาม โจ ยังอ๊ก ชาวพุทธวัย 78 ปีกลับมองว่า หากสิ่งเหล่านี้ช่วยให้คนรุ่นใหม่กลับเข้าวัดก็เป็นเรื่องน่ายินดี
"คนรุ่นเดียวกับผมหลายคนไม่สามารถมาวัดได้อีกแล้วเพราะเจ็บป่วยหรือจากโลกนี้ไป ถ้าวันนี้มีคนหนุ่มสาวเดินเข้ามาแทนผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่น่ายินดี"
แม้ภาพลักษณ์ใหม่จะทำให้ศาสนาพุทธกลับมาเป็นที่พูดถึงแต่จำนวนผู้นับถือศาสนาในเกาหลีใต้กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจหมายความว่าการรีแบรนด์ช่วยให้ผู้คนหันมาสนใจศาสนาได้แต่ยังไม่ใช่คำตอบว่าจะเปลี่ยนความสนใจนั้นให้กลายเป็นความศรัทธาได้หรือไม่
และนั่นอาจเป็นคำถามเดียวกับที่ศาสนาทั่วโลกกำลังเผชิญ เมื่อโลกเปลี่ยนไปการเปลี่ยน "รูปแบบ" เพื่อให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้นจะช่วยรักษาแก่นความคิดเดิมของหลักคำสอนศาสนาพุทธไว้ได้อย่างไร คำถามนี้ก็ดูน่าสนใจไม่น้อยในอนาคตต่อจากนี้





