เสียงกรี๊ดดังขึ้นทั่วทั้งอิมแพ็ค อารีน่าทันทีที่ไฟบนเวทีดับลง ก่อนที่ Laufey จะปรากฏตัวท่ามกลางแสงสปอตไลต์และเสียงดนตรีเปิดโชว์ สำหรับแฟนเพลงชาวไทยที่เฝ้ารอการกลับมาของเธอค่ำคืนของ A Matter of Time Tour ไม่ใช่แค่คอนเสิร์ตอีกหนึ่งรอบในตารางทัวร์เอเชีย แต่คือการได้พบกับศิลปินที่หลายคนผูกพันผ่านบทเพลงรัก ความคิดถึง และช่วงเวลาสำคัญของชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ครั้งล่าสุดของเธอคือโชว์สั้นๆ ใน Summer Sonic Bangkok กลับกันโชว์นี้มีความยาวเกือบถึงสองชั่วโมงกว่าๆ ทำให้ความอิ่มเอม ความสุขคือสิ่งที่ผู้ชมอย่างเราๆ ต่างได้รับในคอนเสิร์ตครั้งนี้
เข้าสู่ช่วงโชว์กันเลย โชว์นี้เปิดด้วยเพลง “Clockwork” ตามด้วย “Lover Girl” และ “Dreamer” สามเพลงที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบในการพาผู้ชมเข้าสู่โลกของอัลบั้ม A Matter of Time ที่สะท้อนการเติบโตของ Laufey ทั้งในฐานะนักแต่งเพลงและศิลปินผู้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ได้อย่างเฉียบคม เสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ที่อบอุ่น นุ่มนวลและเต็มไปด้วยรายละเอียดยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการแสดง ขณะที่วงดนตรีและเครื่องสายช่วยเติมเต็มให้ทุกบทเพลงมีชีวิตมากขึ้นกว่าที่เคยได้ยินจากเวอร์ชันสตูดิโอ ผมบอกเลยว่าการเห็นวงดนตรีของเธอเล่นสดๆ ทำให้รู้ว่านี่แหละคือความงดงามจากเสียงดนตรีอย่างแท้จริง
ตลอดองก์แรกของคอนเสิร์ต Laufey ค่อยๆ พาผู้ชมดำดิ่งเข้าสู่เรื่องราวความรักในหลากหลายมิติ ผ่านเพลง “Falling Behind” “Silver Lining” “Bored” และ “Too Little, Too Late” ที่ถูกเรียงร้อยเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหลราวกับกำลังอ่านบันทึกความสัมพันธ์ของใครสักคนตั้งแต่ช่วงเวลาที่หัวใจเต้นแรงไปจนถึงวันที่ความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนแปลง
หนึ่งในช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดของค่ำคืนคือ “Bewitched” เพลงที่ได้รับเสียงร้องตามจากผู้ชมแทบทั้งฮอลล์ บรรยากาศในอิมแพ็ค อารีน่าถูกปกคลุมด้วยแสงไฟจากโทรศัพท์มือถือและเสียงร้องประสานนับพันเสียง กลายเป็นภาพที่สะท้อนความผูกพันระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงได้อย่างชัดเจน ซีนนี้ต้องบอกเลยว่าทำเอาผมอึ้งกับภาพที่ได้เห็นความสัมพันธ์ครั้งนี้มากๆ มันงดงามและเต็มไปด้วยมวลของความรักจากแฟนเพลงส่งไปถึงศิลปินเลยก็ว่าได้ครับ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือช่วง “Jazz Club” ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้เขียนชอบที่สุด มันเป็นเหมือนการพาผู้ชมออกจากอารีน่าขนาดใหญ่เข้าสู่แจ๊สเลานจ์แสนอบอุ่น Laufey เลือกหยิบเพลงมาตรฐาน “Seems Like Old Times” นำมาเล่นควบคู่ไปกับ “Valentine” “Fragile” และ “While You Were Sleeping” ในรูปแบบที่เน้นเสน่ห์ของดนตรีแจ๊สมากขึ้น เผยให้เห็นรากฐานทางดนตรีที่หล่อหลอมตัวตนของเธอมาตั้งแต่เริ่มต้น บอกเลยว่ากลองได้ยินชัดเป็นเม็ด กีต้าร์ได้ยินเสียงเป็นโน้ตเลย
แม้จะเป็นศิลปินที่เติบโตมาจากโลกออนไลน์แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ Laufey กลับเป็นความสามารถในการแสดงสด เธอแทบไม่ต้องพึ่งลูกเล่นหวือหวาบนเวที เพียงแค่เสียงร้อง การสื่อสารกับผู้ชมและความจริงใจที่ส่งผ่านออกมาจากทุกบทเพลงก็เพียงพอที่จะทำให้คนดูหลายพันคนจดจ่ออยู่กับเวทีตลอดทั้งโชว์
เมื่อเข้าสู่ช่วงองก์หลังของคอนเสิร์ตอารมณ์ของการแสดงเริ่มเข้มข้นมากขึ้น “Let You Break My Heart Again” ยังคงเป็นหนึ่งในเพลงที่ทรงพลังที่สุดของ Laufey เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเปราะบางทำให้ทั้งฮอลล์เงียบลงได้อย่างเหลือเชื่อก่อนจะตามมาด้วยเสียงปรบมือกึกก้องเมื่อเพลงจบลง
จากนั้น “Carousel” “Forget-Me-Not” และ “Cuckoo Ballet” ช่วยสร้างสีสันให้โชว์มีมิติมากขึ้นทั้งในแง่การเรียบเรียงดนตรีและการเล่าเรื่อง ขณะที่ “Mr. Eclectic” “Madwoman” และ “Promise” ในช่วงท้ายเปรียบเสมือนบทสรุปของการเดินทางตลอดทั้งค่ำคืนที่สะท้อนทั้งความรัก ความผิดหวัง และการเติบโตผ่านประสบการณ์ชีวิต
สิ่งที่ทำให้ A Matter of Time Tour แตกต่างจากคอนเสิร์ตป๊อปขนาดใหญ่ทั่วไปคือความสามารถของ Laufey ในการสร้างความรู้สึกใกล้ชิดภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ อิมแพ็ค อารีน่าอาจเต็มไปด้วยผู้ชมหลายพันคนแต่ตลอดการแสดงเธอกลับทำให้บรรยากาศเหมือนทุกคนกำลังนั่งฟังดนตรีอยู่ในห้องเดียวกัน
และเมื่อเสียงโน้ตสุดท้ายของ “Promise” จางหายไปพร้อมแสงไฟที่ค่อยๆ ดับลง สิ่งที่หลงเหลืออยู่ไม่ใช่แค่ความประทับใจจากการแสดงคุณภาพสูงแต่คือความรู้สึกอบอุ่นที่ตามติดตัวผู้ชมกลับบ้านไปด้วย ราวกับได้ใช้เวลาสองชั่วโมงอยู่ในโลกของ Laufey โลกที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก ความเปราะบางและความงดงามอันเรียบง่าย





