หลัง ‘แม่ทัพยูร’ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก “อัตราพลเอก” ที่แม้จะเสมือนหนึ่งได้รับบำเหน็จ เมื่อถูกเสนอชื่อให้เข้าสู่ 1 ใน 5 เสือกองทัพบก
ทั้งที่ตลอด 1 ปี ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.นรธิป ถูกวิพากษ์และวิจารณ์อย่างหนัก เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้นอกจากนั้นยังถูกต่อต้านอย่างหนักจากทั้งกลุ่มผู้นำศาสนา กลุ่มมวลชน และนักการเมืองในพื้นที่ แต่ที่น่าประหลาดใจ คือ ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับเงียบสงบ ประหนึ่งไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงมาก่อน
การตัดสินใจเปลี่ยนแม่ทัพภาคที่ 4 จึงอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องครั้งหนึ่งของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก หลังจากส่งแม่ทัพยูรข้ามห้วยไปจากทัพภาค 2 เพื่อนั่งในตำแหน่งนี้
บางทีการแลกกับตำแหน่งผช.ผบ.ทบ. เพื่อรักษาพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศเอาไว้ อาจจะคุ้มกว่าที่หลายคนคิด เพราะไม่มีใครรู้ว่า หากพล.อ.พนายังคงยื้อให้แม่ทัพยูรอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ต่อไปอีก 6 เดือน หรือ 1 ปี สถานการณ์จะรุนแรงบานปลายเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน
กระนั้น การได้ขยับขึ้นสู่ตำแหน่ง ผช.ผบ.ทบ. ยังทำให้หลายคนคิดว่า ถ้ามีใครทำเหรียญหลวงพ่อยูรสักรุ่น น่าจะได้รับความนิยมมากกว่าเหรียญหลวงพ่อกุ้ง ที่พระพล.อ.บุญสิน พาดกลาง กำลังจัดทำขึ้น
หลายคนบอกว่า เหรียญหลวงพ่อยูร น่าจะมีพุทธคุณด้านเมตตามหานิยม ที่มีอิทธิฤทธิ์ เห็นชัดมาแล้ว นับจากพลาดตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2แต่ก็ยังได้ข้ามห้วยเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 จนกระทั่งบริหารทัพภาค 4 ท่ามกลางเสียงวิจารณ์รอบด้าน แต่ก็ยังได้บำเหน็จขยับเป็น ผช.ผบ.ทบ.
อย่างไรก็ตาม ทัพภาค 4 เมื่อไร้แม่ทัพยูร และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ‘รองคิ้ว’ พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่ ทุกสายตาก็เริ่มจับจ้องไปยังแม่ทัพคนใหม่ว่า จะควบคุมสถานการณ์และจัดกระบวนทัพอย่างไร เพื่อดับทั้งไฟใต้ที่เริ่มคุโชนรอบด้าน และดับทั้งไฟภายในกองทัพภาค 4 ซึ่ง 1 ปีที่ผ่านมาร้อนแรงอย่างยิ่ง จากการวางขุมกำลังของอดีตแม่ทัพที่มีการดึงคนลงไปจากทัพภาค 2 ลงไปรับตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง
‘พล.ต.ชาคริต’ ว่าที่แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ แม้จะมีที่มาจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เพราะรับราชการผ่านตำแหน่งสำคัญทั้งผู้บังคับกองพัน กองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 4, ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 4, เสนาธิการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ และผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 แต่พล.ต.ชาคริตก็ไม่ใช่คนใหม่ในพื้นที่ภาคใต้
พล.ต.ชาคริต เคยลงไปทำงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้งในฐานะทหารรบพิเศษ โดยเฉพาะภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบตั้งแต่ปี 2547 ที่มีโอกาสทำงานและเรียนรู้พื้นที่ในหลายมิติ ตั้งแต่งานยุทธการ งานข่าว การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนและผู้นำในพื้นที่ โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ในฐานะกองกำลังสันติสุข ที่ต้องลงมาปฏิบัติหน้าที่ทั้งงานด้านมวลชน งานด้านยุทธการ จนเป็นที่รู้จักของกลุ่มผู้นำศาสนา กลุ่มมวลชน และกลุ่มการเมืองในท้องถิ่น
นอกจากนั้นเมื่อถูกเลือกจาก พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ให้รับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อปี 2567 ควบตำแหน่งรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ภารกิจของ พล.ต.ชาคริต จึงกว้างกว่าการกำกับงานด้านการทหาร เพราะต้องทำงานประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยงานด้านการพัฒนา การศึกษา สังคม การสื่อสาร และภาคประชาชน
ไม่เพียงเท่านั้นตลอด 1 ปีที่เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 ในยุคแม่ทัพยูร พล.ต.ชาคริตยังได้รับมอบหมายงานแทบทั้งหมด ทั้งงานยุทธการ และงานมวลชน ยิ่งเสมือนเป็นการฝึกงานในตำแหน่งแม่ทัพ
การขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพในปีนี้ พล.ต.ชาคริต จึงถูกคาดหวังจากหลายฝ่ายว่า จะใช้ทั้งประสบการณ์ในหน่วยรบพิเศษ และประสบการณ์ในทัพภาคที่ 4 แก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้น
แต่แม้ พล.ต.ชาคริต จะถูกมองว่า มีองค์ประกอบและคุณสมบัติที่น่าจะตรงกับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 มากที่สุด แต่ขวากหนามและหลุมพรางในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 รวมถึงสถานการณ์ความซับซ้อน และความสุกงอมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ล้วนแต่ท้าทายความเป็นทหารรบพิเศษ ท้าทายพลังเงียบเฉียบขาดของพล.ต.ชาคริตวา จะฝ่าด่านดับไฟ 2 กองนี้ได้หรือไม่
พล.ต.ชาคริต อาจจะมีประสบการณ์ทำงานในภาคใต้ มีประสบการณ์การบริหารตั้งแต่ระดับกองร้อย กองพัน กรม กองพล และรองแม่ทัพ
พล.ต.ชาคริตอาจผ่านงานสนามที่ยากและสุ่มเสี่ยง จากการข้ามไปทำงานลับในประเทศเพื่อนบ้านในฐานะทหารรบพิเศษ เช่นเดียวกับอดีตรบพิเศษรุ่นใหญ่ ทั้งพล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ,พล.อ.วิมล วงศ์วานิช และพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน โดยน่าจะเป็นรบพิเศษรุ่นสุดท้ายที่ถูกส่งข้ามไปทำงานลับในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลก็ตัดงบประมาณการทำงานแบบแทรกซึมของรบพิเศษ จนไม่สามารถส่งนายทหารข้ามไปทำงานลับในต่างประเทศได้อีก
แต่ประสบการณ์ทั้งหมดของพล.ต.ชาคริต กำลังจะถูกท้าทายจากพื้นที่พิเศษในกองทัพภาคที่ 4 เพราะจะอย่างไรแม่ทัพคิ้ว ก็ยังถือว่า ไม่ใช่แม่ทัพที่เป็นลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 4
หลายแม่ทัพที่ข้ามห้วยลงไปในทัพภาคที่ 4 ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ และต้องถูกขยับออกจากตำแหน่งก่อนเวลาอันควร เพราะการเป็นแม่ทัพจากนอกพื้นที่ แม้จะมีทีมงานไปช่วย แต่ก็มาได้เพียงไม่กี่อัตรา ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกองทัพ
แม่ทัพหลายรายก็มีทีมงานที่ติดตามไปได้แค่ทีมหน้าห้อง แต่แม่ทัพยูร อาจจะแตกต่างกว่าแม่ทัพคนอื่น เพราะส่งคนลงไปประจำในกองกำลังทหารพรานและกรมทหารราบหลักได้บ้าง รวมทั้งมีคนในทัพภาค 4 บางรายอาสาช่วยทำงานพิเศษให้
แต่ตลอดการเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 ของ พล.ต.ชาคริต และกำลังจะขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 พล.ต.ชาคริต ล้วนแต่ใช้คนในกองทัพภาคที่ 4 แทบทั้งสิ้น แม้แต่การโยกย้ายนายทหารระดับนายพลของกองทัพภาคที่ 4 รอบนี้ พล.ต.ชาคริตก็ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจัดทำโผ
การจัดวางนายทหารระดับแม่ทัพน้อย รองแม่ทัพ ลงไปถึงผบ.พล และผบ.มทบ. ถูกจัดวางจากส่วนกลางแทบทั้งหมด
แม้กระทั่งการทำบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับพันเอกพิเศษ หรือ ผู้การกรมที่กำลังจะเกิดขึ้น พล.ต.ชาคริต ก็ยังเข้าไปมีบทบาทการจัดวางกำลังได้น้อยมาก ถ้าจะทำบัญชีได้เต็มมือจริงๆก็น่าจะเป็นการโยกย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพัน ที่จะทำบัญชีในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี
การลุยเดี่ยวแบบข้ามาคนเดียวของพล.ต.ชาคริต เพื่อดับไฟใต้ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จึงเป็นภารกิจหนักสำหรับนายทหารตัวเล็ก แต่ใจใหญ่รายนี้ เพราะก่อนดับไฟใต้ พล.ต.ชาคริตต้องดับไฟภายในกองทัพภาคที่ 4 ลงให้ได้ก่อน และต้องสามารถจัดวางกำลัง จัดวางคนที่ตรงกับงาน และตรงกับใจได้มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม แม้การจัดวางกำลังทัพภาค 4 อาจจะยังไม่ได้เต็มที่ แต่พล.ต.ชาคริตก็มี 4 ตัวช่วย ที่เป็นกำลังสนับสนุนหลัก
หนึ่ง คือหน่วยเฉพาะกิจสันติสุขที่จัดโดยกองพลรบพิเศษที่ 1 หน่วยเก่าที่ลงมาทำงานกึ่งมวลชน กึ่งยุทธการในพื้นที่ ที่รอบนี้นำโดย พันเอกเจษฎางค์ แสนทน รุ่นน้อง ตท.30 ที่ขยับเป็นพล.ต.ในตำแหน่งผบ.พล.รบพิเศษที่ 1
อีกหนึ่งตัวช่วย คือ หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่จัดโดยกองทัพภาคที่ 1 ที่ล่าสุดยังเป็นพล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1
ตัวช่วยที่ 3 คือ หน่วยเฉพาะกิจยะลา ที่ล่าสุดมีการปรับดึงกำลังจากกองทัพภาคที่ 3 ลงไปรับ เดิมคาดว่าจะเป็นพล.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ปาณิกบุตร รองแม่ทัพภาคที่ 3 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.28 จะลงไปเป็นผบ.ฉก.ยะลา แต่เมื่อพล.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ได้ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพน้อยที่ 3 ก็ต้องรอดูว่า ทัพภาค 3 จะส่งใครไปเป็น ผบ.ฉก.ยะลา เพื่อเป็นตัวช่วยให้กับว่าที่แม่ทัพคิ้ว
ตัวช่วยล่าสุด ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เมื่อพล.อ.พนาเลือกส่ง พล.ต.ธีระ ผดุงสุนทร หรือเสธจ้อย ตท.27 ขยับจากรองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นพล.ท.ในตำแหน่ง ผอ.ศปป. 5 กอ.รมน. หน่วยงานที่จะรับผิดชอบงานภาคใต้โดยตรง พล.ต.ชาคริตก็จะมีตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยงานด้านมวลชนได้มากขึ้น
พล.ต.ธีระ หรือ เสธ.จ้อย เคยลงไปทำงานด้านมวลชน และงานด้านการข่าวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงเวลาใหญ่ๆ และทำงานใกล้ชิดกับพล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย นายทหารรบพิเศษ เจ้าของทฤษฎีบีอาร์เอ็น ที่เชี่ยวชาญและมีงานวิจัยเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างกลุ่มบีอาร์เอ็น(BRN) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เพราะหากพล.ต.ชาคริต ทำงานสอดประสานกับทั้ง ฉก.สันติสุข ฉก.นราธิวาส, ฉก.ยะลา ,และศปป.5 ได้อย่างลงตัว ก็จะมีเวลามาจัดกำลังในทัพภาคที่ 4 ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการจัดกำลังในตำแหน่งสนามสำคัญๆ ทั้ง ผบ.กองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผบ.ฉก.ปัตตานี ผบ.ฉก.สงขลา และตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์สันติวิธี ที่ปัจจุบันพล.ต.ชาคริตต้องนั่งในตำแหน่งนี้เอง เพราะเป็นหน่วยงานสำคัญด้านงานมวลชนโดยตรง
ภารกิจของพล.ต.ชาคริตรอบนี้ จึงไม่ใช่งานง่าย และไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยขวากหนาม หลุมพราง และค่ายกลที่พล.ต.ชาคริตจะต้องฟันฝ่า ท่ามกลางสปอตไลท์แห่งความคาดหวังที่ทุกสายตากำลังจับจ้อง
“ไฟใต้” จะดับได้…“ไฟใน” ต้องดับก่อน
จับตากลยุทธ์ จับตาพลังเงียบเฉียบขาดของพล.ต.ชาคริตว่า จะจัดทัพ จัดกำลังคน ตีฝ่าค่ายกลทัพภาค 4 ได้แค่ไหน
“ระบบคุณธรรม” ที่จะต้องหยิบยกกลับมาใช้ในกองทัพภาคที่ 4 การคืนความชอบธรรมให้กับคนทำงาน จะสำเร็จในยุคของแม่ทัพที่ชื่อ พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน ได้หรือไม่…ต้องรอชม




