อันสืบเนื่องจากการยื่นญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องใช้เสียง สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 100 เสียงขึ้นไป เข้าชื่อกันเสนอต่อประธานรัฐสภา แต่ปัจจุบันมีเพียงสองพรรคการเมือง ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน’ ที่มีสส.เกิน 100 เสียง
พรรคที่เหลือไม่ว่า เพื่อไทย กล้าธรรม ประชาธิปัตย์ ต่างมีเสียงไม่พอยื่นร่างของตัวเองได้ ซึ่งหากจะยื่นต้องไปขอเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่น ดังที่สองพรรค ‘เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์’ พยายามอยู่เวลานี้
เบื้องต้นการเข้าชื่อเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยใช้เสียงสส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ตามที่กำหนดไว้นั้น เดิมเข้าใจว่ายึดหลัก ‘1 สส. 1 ลายเซนต์ 1 ร่าง’ คือ ไม่สามารถใช้ชื่อเดียวกันไปเวียนเทียนรับรองร่างอื่น ๆ อีกได้
ต่างจากการขอเสียงรับรองเรื่องต่างๆ ในที่ประชุม ซึ่งคนเดียวสามารถให้การรับรองซ้ำได้
แต่ล่าสุดปรากฏว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งมีสส.จำนวน 119 คน ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตัวเอง จำนวน 2 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหาต่างกันแต่ใช้สส.ชุดเดียวกัน แถม พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยังจะให้ สส.ปชน.ไปลงชื่อรับรองร่างของพรรคอื่นที่มีเสียงไม่พอด้วย
‘ได้มีการพูดคุยกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งเปิดเผยเนื้อหาของร่างฯ ก็เห็นว่าสอดคล้องหลัก 3 ประการ ที่พรรคประชาชนยึดถือ เราก็พร้อมจะลงชื่อสนับสนุนเพื่อให้มีเสียงเพียงพอในการเสนอเข้าสู่วาระหนึ่งได้ แต่ก็ยังรอตัวรายละเอียดทั้งหมดเพื่อพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง เข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะส่งมาให้ในเร็ว ๆ นี้’ พริษฐ์แสดงท่าทีไว้
เรื่องนี้ดูเผินๆ เหมือนมีเจตนาดี เพราะจะทำให้พรรคการเมืองที่มีเสียงไม่พอได้ยื่นร่างของตัวเอง เข้าร่วมขบวนรถไฟสายประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน อันแสดงถึงพลังของพรรคการเมือง ที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติ
แต่คำถามคือ สส.1 คน สามารถเซนต์รับรองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพร้อมกันได้หลายๆ ร่าง อย่างที่พรรคประชาชน ยื่นเป็นตัวอย่างไป 1 พรรค 2 ร่าง โดยใช้ผู้รับรองชุดเดียวกัน แม้เนื้อหาจะต่างกันก็สามารถทำได้อย่างนั้นหรือ
เรื่องนี้คำตอบในเบื้องต้น ได้รับวิสัชชนามาจากฝ่ายการเมือง คือ ‘ได้ แต่ไม่ควร’ ,‘ทำได้ แต่ไม่ค่อยเหมาะสม’
ไม่ว่าจะไม่เหมาะ ไม่ควรอย่างไร แต่ฟังมาว่าทั้ง ‘เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์’ แตะมือแลกรายชื่อสส.‘ผลัดกันเกาหลัง’ ไปแล้ว ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ที่ชิงปาดหน้ายื่นร่างแก้ไขของตัวเองไปก่อน ก็ขยับจะส่งคนไปช่วยเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลด้วยเช่นกัน
เอาเป็นว่า งานนี้พรรคการเมืองเขาจำกัดความคำว่า ‘หลักการ’ ไว้เฉพาะการแก้ไขมาตรา 256 ดังนั้น ทุกร่างที่เสนอเข้ามาจึงมีหลักการเดียวกัน คือ แก้ไขมาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ส่วนรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันเรื่อง สสร.ไม่ถือเป็นหลักการ เพราะสามารถไปปรับแก้ในวาระ 2-3 ได้
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดปฏิบัติการ ‘ผลัดกันเกาหลัง’ ดังว่า ส่วนจะซ้ำรอยเดิมอีกหรือไม่ให้รอดูผลกันเอาเอง




