ถอดชนวนขัดแย้งการเมือง
ต้องทำมากกว่าแก้ที่มาวุฒิสภา
ในท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่คุกรุ่น นับถอยหลังรอฟังคำตอบจากที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประเด็นการฮั้ว สว. ที่ต่อมาถูกยกระดับขึ้นเป็น “โกงเลือก สว” เพราะข้อมูลที่นำมาตีแผ่ไปไกลกว่าการฮั้วทั่วๆ ไป
เป็นจังหวะเดียวกับที่มีงานวิจัยนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 เสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตการเมืองต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2540 โดยหนึ่งในนั้น คือ การให้แก้ที่มา สว.
เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ให้ที่มาของ สว. กลับไปเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เนื่องจากที่มาของ สว.เปลี่ยนจากการเลือกตั้งไปเป็นระบบผสมในรัฐธรรมนูญปี 2550 และระบบเลือกกันเองในรัฐธรรมนูญปี 2560 นำไปสู่ปัญหาความชอบธรรมอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอดังกล่าว นอกจากจะมาถูกที่ถูกเวลาแล้ว ยังสำทับตามด้วยความเห็นของ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไปบรรยายให้นักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 เรื่องปัญหาการเมืองไทย ที่โยงถึงวุฒิสภาปัจจุบันมีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ
มุมมองต่อปัญหาการดำรงอยู่ของ สว.ชุดปัจจุบันข้างต้น ในทางกฎหมายถือว่ามีความ “เจือสม” ไปด้วยกันทั้งหมด แม้แต่ผู้ทำหน้าที่ประธานยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ (มีชัย ฤชุพันธุ์) ยังยอมรับความผิดพลาดและเสียใจมากที่สุด ที่ปล่อยให้ สว.มีที่มาแบบนี้
“ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข” อาจารย์นครินทร์ ทิ้งเป็นคำถามไว้ให้ช่วยกันคิด
ส่วนการแก้ไขเฉพาะที่มา สว.ตามข้อเสนอนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 ซึ่งวงในถึงขั้นเตรียมเสนอให้แก้มาตรา 107 แบบแลกกันคนละหมัดกับ สว.ชุดปัจจุบัน ด้วยการ “ปลดล็อค” ให้ลงสมัครได้โดยไม่จำกัดวาระอีกต่อไป จะเพียงพอต่อการปลดชนวนขัดแย้งการเมืองได้หรือไม่นั้น
เรื่องนี้หากส่องเข้าไปในเนื้อหาคำบรรยายของอาจารย์นครินทร์ น่าจะไม่เพียงพอต่อการปลดชนวนความขัดแย้งได้ เพราะมีรากเหง้าความเป็นมาที่ฝังลึกกว่านั้น โดยเฉพาะในบางตอนที่อาจารย์ ได้มองอนาคตการเมืองไทยไว้ว่า
“ยังมีความพร่ามัว ไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรืออาจไม่เกิดขึ้น แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอิหลักอิเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น แต่การยกระดับนั้น จะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย เพราะความหวังของคนไทยไม่ตรงกัน”
ในตอนท้ายอาจารย์นครินทร์ ยังตอบคำถามเรื่องการเมืองไทยอยู่กันแบบคุมเชิง มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบันว่า “เราอยู่กันแบบนี้ เพราะอุปนิสัยใจคอเราเป็นแบบนี้” พร้อมสำทับตามอีกยาวๆ ว่า
“เราคงต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ และช่วงชิงโอกาส จังหวะ หากช่วงไหนทำได้ก็ทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่า คนอื่นยอมรับหรือไม่ เมื่อทำแล้วยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิ์ผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่หรือตกอยู่กับเพียงพวกพ้อง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว”
อาจารย์นครินทร์ ทิ้งท้ายไว้ให้คิดว่า “ตนเองก็สงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตนเอง”
ข้อความถามตอบข้างบน อาจจะยังไม่ได้เข้าใจกันในวงกว้างนัก หรือรับรู้กันแคบๆ เฉพาะผู้ถามกับผู้ตอบ แต่หากนำมาเทียบเคียงกับสิ่งที่ปรากฎต่อสาธารณะและสัมผัสได้ด้วยใจ ณ เวลานี้ ย่อมเป็นความลึกซึ้งของการคุมเชิงทางการเมือง ที่คงมิอาจถอดชนวนได้เพียงแค่การแก้ที่มา สว.เท่านั้น




