การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำฉบับใหม่ขึ้น ตามผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุดมีพรรคการเมืองและภาคประชาชน แสดงความจำนงยื่นร่างแก้ไขต่อสภาไว้ไม่ต่ำกว่า 7-8 ฉบับด้วยกัน
โดยมีภาคประชาชน เป็นกลุ่มสุดท้ายเข้ายื่นความจำนงผ่าน เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปเมื่อวันอังคารที่ 9 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายนนี้
แต่ทั้งหมด ยังเน้นไปที่หลักเกณฑ์และวิธีการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยเฉพาะจำนวนและที่มา สสร.ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากน้อยแตกต่างกันไป เพื่อหลบเลี่ยงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้มาจากประชาชนโดยตรง
ยกเว้นร่างฉบับพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่ไม่ให้ สสร.ผ่านมือประชาชน
ส่วนจะได้ยกร่างรัฐธรรมนูญกันเมื่อไหร่ หรือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7-8 ร่าง จะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในตอนไหน พักเอาไว้ก่อน เพราะหากจะรอร่างฉบับประชาชนด้วย อย่างน้อยต้องใช้เวลาอีกแรมเดือนในการรวบรวม 5 หมื่นรายชื่อ
ทีนี้หากมองข้ามช็อตไปถึงเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรจะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ถ้าต้องการแก้ไขข้อบกพร่องในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 หรือไม่ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญปี 2560 พลัส
วันก่อนมีข้อเสนอน่าสนใจจาก สุรเดช ยะสวัสดิ์ ซึ่งเป็นคนในแวดวงการเมือง ผ่านการเป็นทั้ง สส.-สว.และอยู่มาหลายพรรคการเมือง โดยประเด็นแรกที่เสนอ คือ "ลดอำนาจ สว." ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งองค์กรอิสระ แต่สร้างกลไกถ่วงดุล มีอำนาจถอนถอนองค์กรอิสระได้
ส่วนการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมสูงสุดแทน
ประเด็นถัดมา เป็นเรื่องใหญ่ คือ "ยกเลิก สส.เขต" ให้เหลือเฉพาะ สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อสลายอิทธิพลการเมืองบ้านใหญ่ ในเมื่อ สส.ไม่มีพื้นที่ก็จะทำให้งบประมาณและการพัฒนากระจายไปทั่วประเทศ ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่ประชาชนเลือกตัวเองเข้ามาอีกต่อไป
“ส่วนผู้ที่เคยเป็น สส.แบบแบ่งเขต ยังมีศักยภาพในพื้นที่ ก็ไปลงสมัครท้องถิ่นได้ ทั้งนายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือยกระดับไปลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นผู้มีความสามารถ ซึ่งสาเหตุที่อยากให้ยกเลิก สส.แบบแบ่งเขต เพื่อจะช่วยสลายอิทธิพล ลดปัญหาคอร์รัปชัน แม้จะยังมีอยู่ในพื้นที่ แต่จะน้อยลงมาก เพราะบ้านใหญ่ได้ประโยชน์น้อยแล้ว”
สุรเดช ขายความคิดข้างต้นไว้ พร้อมตอบข้อกังวลเรื่องจะไม่มี สส.ในพื้นที่ดูแลประชาชน ก็ให้กลไกของท้องถิ่น ทั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ไปถึงระดับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในพื้นที่ดูแลแทน
ส่วนเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ที่สุรเดชเห็นว่าดีอยู่แล้วไม่ต้องไปแก้ไข คือ เรื่องมาตรฐานจริยธรรม ต้องเก็บเอาไว้ เพราะระดับผู้นำประเทศ ผู้นำกระทรวงจะขาดจริยธรรมไม่ได้
ความจริงยังมีข้อเสนออื่น ๆ ด้วย แต่เฉพาะประเด็นอำนาจ สว.ที่เห็นปัญหากันอยู่ในปัจจุบัน กับ สส.เขต ที่มีปัญหาฝังรากลึกมานาน จากบ้านใหญ่พัฒนามาเป็น "วัยรุ่นสร้างตัว 8888" ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์สภาเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่
ไหน ๆ จะรื้อกันทั้งทีก็ยกเครื่องใหม่กันทีเดียวไปเลย สภาจะได้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติกันจริง ๆ จัง ๆ เสียที สส.ไม่ต้องกังวลกับงานในพื้นที่ งานบวช งานแต่ง งานศพ ขึ้นบ้านใหม่ งานโกนผมไฟทั้งหลาย จะได้เพลา ๆ ลงบ้าง
คนเป็นผู้แทนไม่ต้องไปแย่งงานกรมประชาสงเคราะห์เหมือนที่ผ่านมาอีก
นับเป็นข้อเสนอที่น่าพิจารณา แต่ถ้าจะทำให้ได้ตามนี้จริง ต้องไม่ให้มี สส.-สว.เข้ามามีส่วนกับการจัดทำรัฐธรรมมนูญใหม่ ให้ทุกอย่างจบในชั้น สสร.และนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติทีเดียวเลย




