22 กรกฎาคม 2569 ปักหมุดแล้วว่า เป็นวันชี้ขาดว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ภายใต้ 4 ตัวเลือก ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเสนอชื่อเป็น ว่าที่ผบ.ตร. ต่อจาก ‘บิ๊กต่าย’ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
แคนดิเดตคนแรก ที่ไล่เรียงกันตามอาวุโส อันดับ 1 ก็ต้องเป็น พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี หรือ ‘บิ๊กไมค์’ ตท.27 นรต.43 ที่มีอายุราชการเหลืออีก 2 ปี เพราะจะเกษียณอายุราชการปี 2571
อาวุโสอันดับ 2 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ‘พี่หวาน’ ของน้องๆ ตท.26 รุ่นที่กำลังดังและขึ้นหม้อในกองทัพ นรต.42 ’บิ๊กหวาน‘ จะเหลืออายุราชการเพียงแค่ 1 ปี เพราะเกษียณอายุราชการปี 2570
อาวุโสอันดับ 3 เจ้าของฉายา ‘สำราญ นอนมา’ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ตท.34 รุ่นที่ดังมากในแวดวงสีกากี นรต.50 ’บิ๊กราญ‘มีอายุราชการยาวถึง ปี 2576 อันหมายถึงเหลืออายุราชการอีก 7 ปี
ส่วนอาวุโสอันดับ 4 เป็น ‘บิ๊กแมน’ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ตท.27 นรต.43 บิ๊กแมน หรือพี่แมนของพี่น้องวงการมวย มีอายุราชการเหลือ 3 ปี เพราะเกษียณอายุราชการปี 2572
ทั้ง 4 อันดับ ตาม พรบ.ตำรวจ ปี 2565 ล้วนเป็นแคนดิเดตที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กตร. สามารถหยิบขึ้นมาเสนอต่อที่ประชุม กตร.ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นว่าจะเป็นอาวุโสอันดับ 1 หรือไม่
เพราะการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ตาม พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 นั้น ไม่ได้ใช้หลักอาวุโสเพียงอย่างเดียว 100% แต่กฎหมายกำหนดให้พิจารณาโดยคำนึงถึง "หลักอาวุโส" และ "ความรู้ความสามารถ" ประกอบกันในสัดส่วนอย่างละ 50% โดยมีหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่ชัดเจนตามมาตรา 77 และมาตรา 78
หลักเกณฑ์การคิดคะแนนและพิจารณา (มาตรา 78)
ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ จะมีการแบ่งสัดส่วนการพิจารณาออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน
• คะแนนหลักอาวุโส (50%): นำรายชื่อผู้มีคุณสมบัติมาจัดลำดับอาวุโสตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ผู้ที่ครองตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. หรือจเรตำรวจแห่งชาตินานที่สุด(อาวุโสอันดับ 1) จะได้คะแนนในส่วนนี้เต็ม 50% ส่วนลำดับรองลงมาจะลดหลั่นคะแนนเฉลี่ยตามสัดส่วน
• คะแนนความรู้ความสามารถ (50%): พิจารณาจากผลงาน ศักยภาพ และความสามารถในการบริหารองค์กร
• เงื่อนไขประสบการณ์เพิ่มเติม: กฎหมายระบุชัดเจนว่าต้องพิจารณา "โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม" ประกอบด้วย เพื่อให้ได้ผู้นำองค์กรที่เข้าใจงานภาคสนามและงานยุติธรรมทางอาญาอย่างแท้จริง
ตามหลักเกณฑ์ของ พรบ.ตำรวจ ปี 2565 หมายถึงผู้ที่ครองอาวุโสอันดับ 1 ย่อมมีคะแนนร้อยละ 50 เต็มอยู่ในมือแล้ว เหลือเพียงการพิจารณาผลงาน ศักยภาพ และความสามารถในการบริหารองค์กร อีกร้อยละ 50
หรือหากจะให้เป็นไปตามประเพณีการแต่งตั้ง และเคารพระบบอาวุโส ส่วนใหญ่ประธาน กตร. รวมทั้งที่ประชุม กตร.จะพิจารณาจากผู้ที่ครองอาวุโสอันดับ 1 ก่อน
หากผู้ที่ครองอาวุโสอันดับ 1 ไม่มีตำหนิ และมีคุณสมบัติครบ โดยเฉพาะคุณสมบัติพิเศษ ทั้งงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม ที่ประชุม กตร. หรือประธาน กตร. และผู้เสนอชื่อ ก็ยากที่จะเสนอชื่อตัวเลือกที่มีอาวุโสลำดับรองลงมา
ปีนี้แม้อาวุโสอันดับ 1 จะเป็น ‘บิ๊กไมค์’ ที่มีคะแนนอาวุโสร้อยละ 50 เต็ม รองลงมาเป็น ‘บิ๊กหวาน’ อาวุโสอันดับ 2 ที่ได้คะแนนอาวุโสลดหลั่นลงมา แต่ทั้งบิ๊กไมค์และบิ๊กหวาน ต่างก็อาจจะเจอปัญหาสำคัญในการพิจารณาคะแนนความรู้ความสามารถพิเศษ
แน่หล่ะ…คะแนนความสามารถด้านบริหารองค์กร ทั้งคู่ดูจะสูสีกัน เพราะผ่านการบริหารองค์กรในทุกระดับ แต่ที่เป็นจุดอ่อนของทั้งคู่ และอาจเป็นช่องโหว่ ที่ทำให้เกิดการหยิบแคนดิเดตที่มีอาวุโสรองลงมาขึ้นมาพิจารณาแทน คือ ประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวน หรืองานป้องกันปราบปราม
เพราะกฎหมายระบุชัดเจนว่า ต้องพิจารณา “ประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปราม" ประกอบด้วย เพื่อให้ได้ผู้นำองค์กรที่เข้าใจงานภาคสนามและงานยุติธรรมทางอาญาอย่างแท้จริง
'บิ๊กไมค์' แม้จะผ่านงานป้องกันปราบปรามในตำแหน่งผู้กำกับตำรวจทางหลวง และงานปราบปรามในอีกหลายหน่วย แต่เมื่อขยับขึ้นเป็นผู้บังคับการจนถึงผู้บัญชาการ เส้นทางก็เปลี่ยนไปเติบโตในสายงานอำนวยการ นายเวร และสายงานศึกษา ในตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ
‘บิ๊กหวาน’ ก็เช่นกัน แม้จะผ่านงานป้องกันและปราบปรามในตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมาถึง 2 กองบังคับการ แต่งานส่วนใหญ่นับจากนั้นก็เป็นงานสายอาจารย์ ในตำแหน่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจเช่นกัน
ส่วนอาวุโสอันดับ 3 ‘บิ๊กราญ’ แม้จะผ่านงานบริหารในแต่ละหน่วยเพียงไม่นานนัก เพราะเส้นทางการเติบโตมาแบบ Fast Track แต่เติบโตในสายงานป้องกันและปราบปรามมาโดยตลอด โดยเฉพาะในกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ที่คุมตำรวจ 191 ทั้งตำแหน่งผู้กำกับการ 191 และตำแหน่งผู้บังคับการ ก่อนจะเป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเพียง 1 ปี และขยับขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ตร. 3 ปี และรองผบ.ตร.อีก 1 ปี คะแนนอาวุโส ’บิ๊กราญ‘ อาจจะน้อยกว่าทั้งบิ๊กไมค์ และบิ๊กหวาน แต่คะแนนพิเศษ ‘บิ๊กราญ’ น่าจะเหนือกว่าทั้งคู่ค่อนข้างชัด
ขณะที่อาวุโสอันดับ 4 ‘บิ๊กแมน’ ชัดเจนว่า แม้คะแนนอาวุโสจะรั้งท้าย แต่คะแนนพิเศษด้านงานสืบสวนสอบสวน บิ๊กแมนไม่เป็นรองใครแน่นอน เพราะตะลุยมาหลายพื้นที่ ทั้งกองปราบ สันติบาล 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นผู้บังคับการศูนย์สืบนครบาล ก่อนจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ผู้ช่วยจเรตำรวจแห่งชาติ และรองจเรตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน
คุณสมบัติของทั้ง 4 แคนดิเดต ผบ.ตร.คนใหม่ ที่ต่างก็มีจุดเด่นที่ต่างกัน หากพิจารณาตามพรบ.ตำรวจปี 2565 แน่นอนว่า บิ๊กไมค์ อาวุโสอันดับ 1 น่าจะมีภาษีเหนือคู่แข่งอีก 3 ราย เพราะได้คะแนนเต็มในหลักเกณฑ์แรกไปแล้ว
ส่วน บิ๊กราญและบิ๊กแมน แม้จะมีคะแนนในหลักเกณฑ์ส่วนที่ 2 เหนือกว่าทั้ง 2 รายแรก แต่ต้องทำคะแนนในส่วนที่ 2 เต็ม ถึงจะมีลุ้นกับบิ๊กไมค์ ที่อาวุโสอันดับ 1
แต่ประเทศไทย ก็คือ ประเทศไทย หลักเกณฑ์ที่มี ยังต้องเพิ่มคุณข้อกำหนดสมบัติพิเศษมากๆมาอีกข้อ จึงไม่แปลกที่จะมีเสียงเล่าลือกันมาตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า ให้แปะชื่อ “สำราญ นอนมา” ไว้ข้างฝาได้เลยว่า จะเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร.คนใหม่ แม้จะมีอาวุโสอันดับ 3 เพราะเข้าเกณฑ์ครบทุกข้อ ทั้งกฏหมาย การเมือง ขั้วอำนาจ และสายสัมพันธ์
ขณะที่แคนดิเดตรายอื่น เริ่มมีข่าวปล่อยออกมาเป็นระยะๆ ถึงตำหนิบางเรื่อง ทั้งความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนเทา ความสัมพันธ์กับขั้วการเมืองเก่า และความไม่เหมาะสมด้านความเด็ดขาด
บางรายมีข่าวถึงความสัมพันธ์กับกลุ่มอิทธิพลในแวดวงมวย
กระทั่งเจ้าตัวบางรายก็ถึงกับถอดใจ และเอ่ยกับคนใกล้ชิดว่า “ไม่สู้ดีกว่า ขอเกษียณเงียบๆในตำแหน่ง ดีกว่าจะลงสังเวียน แล้วถูกเชือดคาเวที แบบตัวอย่างที่มีเคยให้เห็นมาหมาดๆ”
แต่หลังเลือกตั้ง 2569 หลังพลพรรคสีน้ำเงินขึนเถลิงอำนาจเต็มตัว เสียงยอมแพ้ และยอมถอยจาก
บางคนก็เริ่มเปลี่ยนไป…บางคนเริ่มมีท่าทีสู้อย่างเห็นได้ชัด
การแข่งกันแสดงผลงาน โดยเฉพาะผลงานด้านงานสืบสวนสอบสวน งานป้องกันปราบปราม เริ่มปรากฏชัดตามหน้าสื่อ
ฉายา “สำราญ นอนมา” เริ่มถูกปล่อยออกมาใหม่ เป็น “สำราญ นานไป”
เพราะบิ๊กราญอายุราชการยาวถึงปี 2576 หากนับจากปี 2569 จะครองตำแหน่ง ผบ.ตร.ยาวถึง 7 ปี จะทำลายสถิติ ’บิ๊กแป๊ะ‘ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีตผบ.ตร.ที่ดำรงตำแหน่งนาน 5 ปี
เส้นทางการ “นอนมา” ของสำราญ จึงถูกเบี่ยงเบนไปสู่เส้นทางที่ “นานไป” อันจะทำให้เพื่อนพ้องน้องพี่รุ่นอื่นๆ ต้องสะดุดอยู่กับที่
ว่ากันว่า หาก พล.ต.อ.สำราญ เป็นผบ.ตร.ในปี 2569 และเกษียณปี 2576 แคนดิเดตคนสำคัญที่จะขึ้นเป็น ผบ.ตร.ต่อจาก บิ๊กราญ คือ เพื่อนร่วมรุ่น ตท.34 นรต.50 ‘บิ๊กก้อง’ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผช.ผบ.ตร.ที่แต่งตัวรอไว้แล้ว
‘บิ๊กก้อง‘ ที่เกษียณอายุราชการปี2579 ก็จะเป็น ผบ.ตร.ต่อปี 3 ปี หรือหาก ‘บิ๊กราญ’ ลงจากตำแหน่งก่อนปี 2576 บิ๊กก้องก็จะขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.เร็วกว่านั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้มีอำนาจในเวลานั้นๆ หากเป็นไปตามสมการอำนาจนี้ ตท.34 หรือ นรต.50 จะครองตำแหน่ง ผบ.ตร.รวมถึง 10 ปี คือ จากปี 2569-2579
นั่นหมายถึงนายตำรวจที่จบ ตท.27 หรือ นรต.43 จนถึง ตท.36 หรือ นรต.52 หรืออาจจะยาวไปถึง ตท.37 หรือ นรต.53 จะหมดโอกาสขึ้นมาเป็นแคนดิเดต ผบ.ตร. รวมถึงมีเส้นทางการเติบโตในชีวิตราชการจะถูกจำกัดทันที
คุณสมบัติของ “สำราญ นานไป” จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกำแพง เพื่อสกัดการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ บิ๊กราญในปีนี้ หรืออาจจะอีก 2-3 ปี
เมื่อปรากฏสูตรอำนาจสูตรใหม่ ในการเฉลี่ยอำนาจและสกัดเส้นทางการนั่งนานไปของ ‘บิ๊กราญ’
สูตรใหม่ที่ถูกนำเสนอขึ้นมาในวันนี้ คือ สูตร 1-1-1-4
นั่นคือ บิ๊กหวาน 1 ปี บิ๊กไมค์ 1 ปี บิ๊กแมน 1 ปี และบิ๊กราญอีก 4 ปี ก่อนส่งไม้ต้อให้ ‘บิ๊กก้อง‘ ในปี 2576
สูตรเฉลี่ยอำนาจสูตรนี้ ไม่ได้คิดกันเองในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ “แต่เป็นสูตรรอมชอม เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข เฉลี่ยอำนาจ เฉลี่ยโผ จากใครบางคนในบ้านหลังใหญ่แถบที่ราบสูงในประเทศไหนก็ไม่รู้“
สูตรนี้หากลงตัว การวางฐานนาจใหม่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็จะเริ่มถูกเกลี่ยใหม่ เป็นสูตรกระจายรุ่น และมีโผของพื้นที่สำคัญทางการเมือง โผที่มาจากการเมืองก็จะได้มีโอกาสหายใจบ้าง เพราะที่ผ่านมา โผนักการเมือง ถูกโยนทิ้งกลางทางมาหลายปี สูตรนี้อาจสร้างความไม่พอใจจากศูนย์กลางอำนาจบางแห่ง แต่สูตรนี้เกิดขึ้นก็เพื่อทอนอำนาจลงมาจากศูนย์กลางอำนาจแห่งนั้นบ้างเช่นกัน
ประเด็นการทุจริตในกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ข้อมูลบางส่วนเริ่มตีกลับไปยังศูนย์กลางอำนาจนั้น ก็เป็นรูปแบบการออกอาวุธที่ใกล้เคียงกันกับการเบรก ‘บิ๊กราญ’ ไม่ให้ขึ้นสู้อำนาจเร็วไปและนานเกินไป
ประการสำคัญ สูตร 1-1-1-4 นี้ ก็ยังทำให้ อดีต ผบ.ตร.บางราย ยังคงมีบารมีอยู่ในสำนักงานตำแห่งชาติต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
แต่หากเป็นสูตร 7-4 คือ ‘บิ๊กราญ’ ต่อด้วย ’บิ๊กก้อง‘ อำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงทันที
เกมอำนาจเกมนี้…จึงเป็นเกมเสี่ยง
เสี่ยงต่อการวัดใจ วัดพลัง วัดอำนาจ
และเสี่ยงต่อขุมอำนาจที่มีในมือตอนนี้ว่า อำนาจในมือจะบาดตา บาดใจ ผู้มีอำนาจคนอื่น และสุดท้ายจะบาดมือคนถืออำนาจหรือไม่
“สำราญ นอนมา” วันนี้ จะเป็น “สำราญ นานไป” หรือไม่
22 กรกฎาคมนี้ ต้องรอดู…




