สีน้ำเงินสยายปีก
ยึดอาณาจักรท้องถิ่น-กินรวบประเทศไทย
ในขณะที่สังคมกำลังให้ความสนใจกับการฮั้ว สว.อันเป็นต้นตอการกินรวบประเทศไทยของพรรคสีน้ำเงิน ที่ทำให้สภาสูงกลายเป็นโรงงานผลิตคนจากฝ่ายการเมืองป้อนให้องค์กรอิสระ จนสูญเสีความเป็นอิสระและนำไปสู่วิกฤติศรัทธา
กระทั่งคนในสังคมต้องมานั่งล้อมวงถกหาที่มาและทางออกวิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นตรงกันว่า ต้องแก้ที่มา สว. รื้อองค์ประกอบกรรมการสรรหา และให้ประชาชนสามารถถอดถอนกรรมการในองค์กรอิสระได้
หาไม่แล้วปัญหาฮั้ว สว.กับวิกฤติศรัทธาองค์กรอิสระ จะบานปลายนำไปสู่วิกฤติประเทศ
ทว่าในห้วงเวลาเดียวกัน วันที่ 28 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้ลงประกาศกฎหมายท้องถิ่น 4 ฉบับ มีผลบังคับใช้ ประกอบด้วย พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2569 พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2569 พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2569 และ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2569
โดยสาระสำคัญของกฎหมายท้องถิ่นทั้ง 4 ฉบับ กำหนดให้ผู้บริหารท้องถิ่น ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ( อบจ.) นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล ( อบต.) มีอายุ 25 ปี จากเดิม 35 ปี และให้อยู่ในตำแหน่งโดยไม่จำกัดวาระ
กฎหมายท้องถิ่น 4 ฉบับนี้ เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ตั้งแต่สภาชุดที่ 26 และนำมายืนยันให้สภาชุดปัจจุบันพิจารณาต่อ จนประกาศใช้เป็นกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา
เท่ากับว่าจากนี้ไป คนหนุ่มสาวที่มีอายุ 25 ปี สามารถเป็นนายกท้องถิ่นในแต่ละระดับได้ และอยู่ในตำแหน่งโดยไม่จำกัดวาระอีกต่อไป
ภายใต้เสื้อคลุมการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่ มีวิสัยทัศน์ เข้ามาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง และอยู่ในตำแหน่งยาวๆ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน
นี่คือมุมบวกที่ผ่านการตกผลึกจากสภาและมีผลทางกฎหมายไปแล้ว
แต่อีกด้าน เริ่มมีการตั้งคำถามถึงวัยวุฒิ ประสบการณ์ของคนในวัย 25 ปี จะมีความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่เพียงใด หรือจะถูกใช้เป็นอีกเวทีหนึ่งของกลุ่มลูกเทพ ลูกบังเกิดเกล้า เหล่าทายาทนักการเมือง ให้มีที่เล่นทางการเมืองเพิ่ม
หากเป็นอย่างที่ว่า ก็เท่ากับการเมืองท้องถิ่นกับระดับชาติ กลายเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นการกระจายอำนาจภายใต้การครอบงำของการเมืองใหญ่ ที่ไม่ได้มีความเป็นอิสระ อย่างที่ออกแบบกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นไว้
ที่สำคัญ เมื่อนำกฎหมายท้องถิ่นทั้ง 4 ฉบับ ไปเชื่อมโยงกับอีกสองเรื่องที่พรรคสีน้ำเงินกำลังผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของสภา คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจท้องถิ่นออกกฎหมายนำรายได้ที่จัดเก็บไปใช้เอง โดยไม่ต้องถูกดูดเข้าส่วนกลางอีกต่อไป
กับอีกเรื่อง คือ “ภาษีรักบ้านเกิด” ที่ ‘ครูใหญ่’ แห่งพรรคสีน้ำเงิน ซุ่มออกแบบไว้นานแล้ว ให้ลูกหลานที่ออกจากบ้านไปทำงานต่างถิ่น ส่งคืนภาษีที่ต้องจ่ายในแต่ละปีกลับคืนมาพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้
ดูเผินๆ เหมือนเป็นความท้าทาย ที่จะทำให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ทั้งจากความต่อเนื่องของการทำงานที่ผู้บริหารอยู่ในตำแหน่งโดยไม่จำกัดวาระ รวมทั้ง เม็ดเงินรายได้พัฒนาท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นจากหลายทาง
แต่หากมองจากอีกด้าน จะได้เห็นถึงความพยายามสร้างอาณาจักรท้องถิ่น ให้เป็นฐานของการเมืองใหญ่ เพราะหากยึดครองท้องถิ่นได้ ซึ่งมีทั้งคนทั้งงบประมาณ ก็จะเป็นนั่งร้านถาวรให้กับการเมืองใหญ่ระดับชาติได้สบายๆ
มีบางคนนำไปโยงกับการสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่ตกเป็นข่าวครึกโครมอยู่เวลานี้ว่า น่าจะอยู่ในแผนบันไดสามขั้นการสยายปีกยึดอาณาจักรท้องถิ่นของบางพรรคการเมืองด้วย
ลำพังการฮั้ว สว.ยึดครองสภาสูง ยังถูกมองเป็นการกินรวบประเทศไทย แล้วการสยายปีกยึดอาณาจักรท้องถิ่นของพรรคสีน้ำเงิน เพื่อใช้เป็นฐานการเมืองใหญ่ ก็ไม่ต่างอะไรกับแผนกินรวบประเทศไทย ที่ถูกล๊อคเอาไว้อีกชั้นดีๆ นี่เอง




