“ทักษิณ” ไม่สิ้นหวัง ประตูล้างมลทินยังไม่ปิด

3 พ.ย. 2569 - 11:50

  • การประชุมนัดแรกของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ไม่มีคำร้องขอนิรโทษกรรมทั้ง 4 คดี ของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ในวาระพิจารณา

  • แต่ รศ.ยุทธพร อิสรชัย หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ระบุยังมีช่องทางทางกฎหมายเปิดอยู่ ทั้งกรอบเวลาดำเนินการ 180 วันนับจากการประชุมครั้งแรก ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 20 มีนาคม 2570 และยังสามารถขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน รวมระยะเวลาทั้งสิ้นสูงสุดถึง 360 วัน

  • ขณะเดียวกัน หากคณะกรรมการชุดใหญ่มีมติไม่รับคำร้อง ผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการมีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครอง

“ทักษิณ” ไม่สิ้นหวัง ประตูล้างมลทินยังไม่ปิด

“ทักษิณ” ไม่สิ้นหวัง

ประตูล้างมลทินยังไม่ปิด

ความพยายามอาศัย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ล้างมลทินการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะมีความมุ่งมั่น เชื่อมั่นเป็นการส่วนตัว หรือเป็นการใช้สิทธิยื่นแบบ เผื่อฟลุ๊ค ก็ตาม

ทว่าในการประชุมนัดแรกของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่อง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 กลับไม่มีคำร้องของทักษิณรวมอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่ยื่นตรงต่อคณะกรรมการฯ ชุดใหญ่ ไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนตุลาคม

“ยืนยันว่าในวันนี้ยังไม่มีเรื่องพิจารณากลั่นกรองคำร้องขอนิรโทษกรรมล้างมลทินทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด” รศ.ยุทธพร อิสรชัย หนึ่งในอนุกรรมการฯ ยืนยันผ่านสื่อหลังการประชุม

แต่ดูจากรายละเอียดคำชี้แจงของ รศ.ยุทธพร และรายงานจากที่ประชุมแล้ว ไม่ถึงกับปิดประตูลั่นดาล ไม่รับคำร้องของทักษิณเสียเลยทีเดียว โดยยังมีการเปิดช่องไว้ให้อย่างน้อย 2- 3 ช่องทาง ได้แก่

หนึ่ง กรอบเวลาดำเนินการของคณะกรรมการฯ ที่กฎหมายกำหนดไว้ 180 วัน นับจากการประชุมครั้งแรก โดยจะครบกำหนดในวันที่ 20 มีนาคม 2570 และกฎหมายเปิดช่องให้ขยายเวลาได้อีก 2 ครั้งๆ ละไม่เกิน 90 วัน

เท่ากับมีเวลากลมๆ รวม 360 วัน หรือมากถึงหนึ่งปี

สอง รศ.ยุทธพร ชี้ช่องไว้ว่า หากคณะกรรมการชุดใหญ่มีมติไม่รับคำร้อง ผู้มีส่วนได้เสียยังสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการมีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครอง ส่วนข้อความในกฎหมายที่ระบุว่า "คำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด" หมายถึงเป็นที่สุดในกระบวนการทางปกครอง ไม่ได้ตัดสิทธิในการนำคดีขึ้นสู่ศาล

สาม ในรายงานตอนท้าย ได้พูดถึงสาเหตุที่ไม่มีคำร้องทักษิณเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ นัดแรก เนื่องจากมีการยื่นเรื่องตรงต่อคณะกรรมการฯ ชุดใหญ่ จึงมีความเป็นไปได้ที่อาจไม่จำเป็นต้องผ่านการจัดทำความเห็นเบื้องต้นจากคณะอนุกรรมการฯ

เมื่อพิจารณาจากเหตุผลทั้งสามข้อข้างต้น แสดงว่า “ทักษิณ” ยังพอมีเวลาขยับซ้าย ขยับขวาได้อยู่ ยกเว้นในบางประเด็นที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ แสดงความเห็นไว้ว่า

“การยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อให้พิจารณาลบประวัติอาชญากรรม เพราะทุกคดีตั้งต้นโดยอำนาจคณะรัฐประหาร เป็นการดำเนินการตามสิทธิ์ที่มีเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรเป็นอำนาจชี้ขาดของกรรมการ” 

แต่ประเด็นที่ว่านี้ ถูก รศ.ยุทธพร ยกมาตรา 8 วรรคท้ายของกฎหมายตอบโต้ว่า “บุคคลที่เคยถูกบันทึกประวัติ ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นนผลทันที และไม่สามารถจะไปใช้ยันในทางที่เป็นโทษได้ด้วย” โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ดำเนินการ ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ หรือให้เจ้าตัวยื่นคำร้อง

หากไม่มอง “เต้น-ณัฐวุฒิ” เป็นเพียงอดีตแกนนำคนเสื้อแดงอย่างเดียว แต่เคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณากฎหมายฉบับนี้มา คงพอมองเห็นช่องทางในกฎหมายนี้ ที่จะพาคนชื่อทักษิณร่วมโดยสารล้างมลทินการเมืองไปด้วย

โดยเฉพาะประเด็นผลพวงจากการรัฐประหาร รศ.ยุทธพร ยอมรับว่า ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายประกอบกัน โดยเฉพาะมาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้เป็นการกระทำที่มีเหตุมาจากการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง และมีมูลเหตุหรือแรงจูงใจทางการเมือง รวมถึงต้องไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 3

“ส่วนกรณีผลพวงจากรัฐประหาร จะเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ยังไม่สามารถแสดงความเห็นได้ เพราะเกี่ยวข้องกับหน้าที่พิจารณาคำร้อง” รศ.ยุทธพรให้ความเห็นไว้

นี่เป็นแค่ยกแรกของการพิจารณานิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ยังมียกต่อๆ ไปอีกหลายยก ที่สำคัญคณะกรรมการชุดใหญ่ยังไม่ได้ขยับอะไรจริงจัง

ดังนั้น ประตูนิรโทษกรรม ล้างมลทินทางการเมือง จึงยังไม่ถูกปิดและไม่เฉพาะกับคนชื่อทักษิณ อดีตนายกฯ หญิง ที่หลบหนีคดีอยู่ต่างแดน ยังมีสิทธิ์ได้ลุ้นด้วย รอเพียงให้มีโอกาสเหมาะสมเท่านั้นแหล่ะ!!

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์