ทบทวนสิทธิบัตรคนจนคิดไม่สุด!
หลังประกาศผลคัดกรองผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มีคนตกหล่น ไม่ผ่านการคัดกรองมากถึง 9.3 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียน จำนวน 18.8 ล้านคน โดยผู้ผ่านการคัดกรอง เป็นผู้ถือบัตรรายเดิม 7.2 ล้านคน และเป็นรายใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ 2.3 ล้านคน
เท่ากับเกณฑ์ใหม่มีความเข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ผู้ถือบัตรเดิมจาก 13.2 ล้านคน เหลือ 7.2 ล้านคน หายไป 6 ล้านคน ส่วนรายใหม่แม้กระทรวงมหาดไทย จะลงไปควานหาผู้ที่ตกหล่นถึงบ้านมาได้มากถึง 5 ล้านคน แต่ก็ผ่านเกณฑ์เพียง 2.3 ล้านคน ไม่ถึงครึ่ง ทั้งๆ ที่ผ่านการสกรีนด้วยสายตาในเบื้องต้นมาแล้ว
เรื่องนี้ในมุมของผู้ทำหน้าที่ประธานคัดกรอง 'ลวรณ แสงสนิท' ปลัดกระทรวงการคลัง มองมุมบวกที่ผลคัดกรองออกมาเป็นเช่นนี้ โดยให้เหตุผลไว้ 3 ข้อหลัก คือ
หนึ่ง การคัดกรองรอบนี้เพื่อค้นหาคนที่จนที่สุดจริงๆ และคนจนใหม่ที่ได้เข้ามามีความยากจนและชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากกว่าคนจนเดิมที่หลุดออกไป ซึ่งสามารถลดคำครหาในอดีตที่ว่า "บ้านนี้ ครอบครัวนี้ ไม่จนจริง ทำไมได้บัตรสวัสดิการกันทั้งบ้าน"
สอง ส่วนผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านการคัดกรอง วันนี้รัฐบาลเจอตัวท่านหมดแล้ว จะได้จัดสวัสดิการดูแลที่เหมาะสม ลดหลั่นกันไป เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จปฐ. ส่วนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ขอให้เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้ในการดูแลกลุ่มคนที่จนที่สุดก่อน
สาม ข้อสุดท้ายท่านมองในเชิงบวกสุดๆ ที่เป็นผลพลอยได้จากการลงทะเบียน แม้ไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ทำให้ได้รู้สถานะที่แท้จริง ณ ปัจจุบัน จากการตรวจสอบข้อมูลของทางการว่า
“การคัดกรองในครั้งนี้ อีกมุมหนึ่งจะเป็นโอกาสดีที่ประชาชนเจ้าของข้อมูลจะได้ทราบว่า มีการนำชื่อของท่านไปใช้ในทางมิชอบโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบหรือไม่ เช่น ไปจดทะเบียนบริษัท (นอมินี) ไปถือครองทรัพย์สินประเภทที่ดิน รถยนต์ หรือเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งมีโอกาสนำไปใช้เป็นบัญชีม้าได้” ปลัดลวรณ ท่านว่าไว้
สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 9.3 ล้านคน ที่ทางการรวบรวมมานั้น ส่วนใหญ่ไม่เข้าเกณฑ์เรื่องมีอสังหาริมทรัพย์ประเภทรถยนต์มากที่สุด มีรถจักรยานยนต์เกิน 1 คัน มีหนี้สินเกินวงเงินที่กำหนดและมีบัตรเครดิตลดหลั่นกันไป
ทีนี้ยังมีอีกกลุ่มที่ตกหล่นและหาทางออกให้ตัวเองด้วยการ "ทิ้งสถานะนักเรียน" คือ นักเรียนในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เพื่อรักษาสิทธิการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เลือกทิ้งการเรียนเพื่อแลกกับรักษาเงินจำนวน 300 บาท สำหรับการดำรงชีพในแต่ละเดือนไว้
ตรงนี้ไม่แน่ใจจะอยู่ในข่ายได้รับพิจารณาอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ เพราะหากเปิดให้ทำได้ คนที่เป็นหุ้นส่วน กรรมการบริษัท ถือบัญชีหุ้น ถือกรรมสิทธิรถยนต์ หรือมีรถจักรยานยนต์เกิน 1 คัน ก็ต้องไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง เพื่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิเช่นกัน
หรือจะหาวิธีอื่นใดเพื่อให้กลุ่มนักเรียน สกร.ยังได้เรียนหนังสือเป็นทุนชีวิตให้ตัวเองต่อไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นภาพสะท้อนการทำงานของรัฐบาลที่ "คิดไม่สุด" เพราะเกิดปัญหาขึ้นตั้งแต่การวางหลักเกณฑ์ใหม่ ไม่ให้พ่อแม่ที่ลูกนำสิทธิไปใช้ลดหย่อน "ภาษีลูกกตัญญู" ได้สิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
จนมีคำว่า "ลูกอกตัญญู" ตามมา แถมยังยุให้พ่อแม่ฟ้องลูกสร้างความแตกแยกภายในครอบครัวอีกต่างหาก
แต่สุดท้ายหลังถูกสังคมรุมบริภาษด่าทอจนได้ที่แล้ว ก็ยอมถอยตัดทิ้งเงื่อนไขดังกล่าวออกไป เช่นเดียวกับสินเชื่อทางการเกษตรและการช่วยเหลืออันเกิดจากภัยพิบัติต่างๆ ที่ไม่ให้นำมารวมอยู่ในเกณฑ์คำนวณด้วย
เป็นอีกครั้งที่รัฐบาล "แจกเงิน" แล้วถูกด่า และถูกด่าหลายๆ รอบ เพราะขาดความรอบคอบ คิดไม่สุด ส่วนเหตุผลที่ปลัดกระทรวงการคลัง ยกมาชี้แจงนั้น แม้ฟังดูมีเหตุผล แต่คงไม่ใช่คำตอบที่ทำให้คน 9.3 ล้านสิ้นสงสัยได้
ดังนั้น การเปิดให้ยื่นอุทธรณ์สิทธิไปถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ต้องวางกรอบให้ชัด คิดให้สุด อย่าเป็นไม้หลักปักขี้เลน ให้คนมาด่าซ้ำรอบใหม่ ทำให้เสียคะแนนการเมืองเปล่า




