ควบรวม 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' ต่อตา-ทาบกิ่ง ประชาธิปไตยกลายพันธุ์

20 ต.ค. 2569 - 11:09

  • พรรคกล้าธรรมอยู่ระหว่างการพิจารณาควบรวมเข้ากับพรรคภูมิใจไทย หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้า กธ. เข้าร่วมรับประทานอาหารกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

  • ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกมองว่าไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาลในรูปแบบปกติ แต่จะดำเนินการในลักษณะที่เรียกว่า "น้ำเงิน+เขียว" ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีเสียงรวมกันถึง 250 เสียง

  • แต่กฎหมายพรรคการเมืองมิได้อนุญาตให้ควบรวมพรรคในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร นักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่าหากพรรคแกนนำรัฐบาลอาศัยช่องว่างทางกฎหมายดำเนินการเช่นนี้ จะสามารถอธิบายต่อสังคมได้อย่างไร

ควบรวม 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' ต่อตา-ทาบกิ่ง ประชาธิปไตยกลายพันธุ์

ควบรวม "ภูมิใจไทย-กล้าธรรม"

"ต่อตา-ทาบกิ่ง" ประชาธิปไตยกลายพันธุ์

ความพยายามกลับเข้าสู่การเป็นรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ในรูปแบบต่างๆ ทั้งปกติและไม่ปกติ ได้เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้หลายครั้ง โดยขอเพียงให้ได้เป็นรัฐบาล ไม่เกี่ยงจะเป็นวิธีไหน เพราะไม่ได้ก่อกำเนิดมาเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ล่าสุดหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ไปรับประทานอาหารร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่ฝ่ายค้านกำลังจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงถูกมองเป็นการขยับเข้าร่วมรัฐบาลของกล้าธรรม และน่าจะเข้าใกล้ความจริงมากกว่าทุกครั้ง

โดยสื่อใหญ่น้อย ต่างพร้อมใจกันนำเสนอข่าวทำนองว่า ไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาลแบบปกติ แต่จะเล่นท่าพิสดารกว่านั้น คือ นำพรรคกล้าธรรม “ควบรวม” เข้ากับพรรคภูมิใจไทย ตามสูตร น้ำเงิน+เขียว เท่ากับ “น้ำเงิน” อย่างที่นายกฯ อนุทิน เคยพูดทีเล่นทีจริงไว้

นั่นเท่ากับเป็นพรรคใหญ่ที่มีเสียงมากถึง 250 เสียง

ถ้าทำได้สำเร็จ จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอย่างเพื่อไทย ที่มีอยู่ 74 เสียง ต้องออกลูกเกรงใจ แม้ไม่ถึงขั้นต้องอยู่แบบพินอบพิเทา แต่คงไม่กล้าขยับตัวแรง ทำในสิ่งที่รกหูรกตาเหมือนที่ผ่านมาอีก

จริงๆ แล้ว คำว่า “ควบรวม” ไม่ใช่เพิ่งจะนำมาพูดถึงกันตอนนี้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนก็เคยพูดถึง แต่เป็นเรื่อง “ปฏิญญาโมนาโก” ของ “เพื่อไทย-กล้าธรรม” จะควบรวมเข้าด้วยกันแบบนี้แหล่ะ เพียงแต่หนนั้น ต้องการไปสร้างขั้วใหม่แข่งกับสีน้ำเงิน ให้กล้าธรรมสลายตัวรวมเข้ากับเพื่อไทย เพื่อลบภาพความเป็นสีเทา แล้วตั้งรัฐบาลสูตร “แดง-ส้ม” ขึ้น

หนนั้น ไม่รู้ “แดง-เขียว” เป็นใครที่ปล่อยข่าวปั่นราคาให้ตัวเอง?

มาวันนี้ ข่าวในลักษณะเดียวกันวนกลับมาอีก เพียงแต่พลิกจาก “แดง+เขียว” มาเป็น “น้ำเงิน+เขียว” แทน ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะหนนี้หรือหนก่อน กฎหมายก็ไม่อนุญาตให้ควบรวมพรรคการเมืองเข้าด้วยกันในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร

หากจะทำก็ต้องใช้วิธีการแบบวิถีโค้ง ซึ่งมีให้เลือกทั้ง “ธรรมนัสโมเดล” และ “ไพบูลย์โมเดล” โดยแบบแรกผู้กองธรรมนัส มีความช่ำชองอยู่แล้ว คือ ให้พรรคที่สังกัดอยู่หาเหตุขับออกยกก๊วน จากนั้น ก็พากันไปหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 30 วัน

ส่วนอย่างหลังลงทุนสูงหน่อย คือ ให้พรรคที่สังกัดอยู่สิ้นสภาพหรือยกเลิกการทำกิจกรรมพรรคการเมือง เสมือนหนึ่งว่าถูกยุบ แต่เป็นการยุบตัวเอง กรณีนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน สมัยเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป และเป็น สส.บัญชีรายชื่อคนเดียวของพรรค ทำเป็นตัวอย่างมาแล้ว

แต่อย่าลืมว่า ทั้งสองกรณีเป็นการกระทำที่เลี่ยงกฎหมาย ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ควบรวมพรรคการเมืองที่มีสมาชิกเป็น สส.เข้าด้วยกันในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร หากพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายกระทำเสียเอง จะตอบสังคมอย่างไร

ครั้นจะอ้าง “หนูไม่รู้ เขามาเอง” แล้วใครเขาจะเชื่อ?!

ลำพังการเมืองไทยทุกวันนี้ ถูกมองเป็น “บันเทิงธิปไตย” อยู่แล้ว ถ้าหวังสร้างพรรคการเมืองให้ใหญ่โตโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง แต่ใช้วิธีประชาธิปไตยพันธุ์ “ต่อตา-ทาบกิ่ง” จะไม่ยิ่งบันเทิงเริงโลกีย์การเมืองกันไปใหญ่หรือ?!

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์