โหมโรงซักฟอก! ไฟต์บังคับฝ่ายค้าน
ช่วงนี้อยู่ในระหว่างปิดสมัยประชุมสภา กว่าจะกลับมาเปิดอีกครั้งก็ปลายเดือนสิงหาคม เว้นเสียแต่รัฐบาลจะขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทก่อน ซึ่งตามข่าวเห็นว่าจะมีขึ้นในปลายเดือนนี้
แต่ก็คงเปิดวิสามัญเพียงไม่กี่วัน แค่ให้สองสภารับรอง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเท่านั้น
ส่วนเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือ "ซักฟอกรัฐบาล" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 ที่ฝ่ายค้านประกาศจองกฐินล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าพรรษา ให้ไปว่ากันในสมัยประชุมถัดไป ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม - 22 ธันวาคม 2569
ถึงวันนั้น จะเลือกเป้าใหญ่ยื่นอภิปรายเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะก็ว่ากันตามสะดวก ซึ่งยังเดาใจฝ่ายค้านไม่ออกจะเล่นเกมแบบไหน ซักฟอกแบบปูพรมทั้งคณะ หรือจะเน้นถล่มเฉพาะรัฐมนตรีบางรายที่เป็นกล่องดวงใจ สาดกระสุนไปที่เป้าเดียวให้พรุนไปทั้งร่างเลย
โดยอย่างหลังมักเป็นการอภิปรายฯ แบบหวังผล ไม่บีบให้ "ปลด" รัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย หลังถูกฝ่ายค้านนวดจนน่วม ก็เป็นการบีบพรรคร่วมรัฐบาลให้ "ลอยแพ" บางพรรค เพื่อนำไปสู่การปรับครม.หรืออาจนำไปสู่การตั้งรัฐบาลใหม่ด้วยซ้ำ
ทว่าในทางการเมือง คงมีโอกาสน้อยที่จะเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่าขึ้นได้ ที่ผ่านมาไม่ว่ายุคสมัยใด ฝ่ายค้านไม่เคยคว่ำรัฐบาลด้วยเสียงในสภาได้ เพราะถึงเวลาลงมติฝ่ายรัฐบาลก็จะใช้เสียงข้างมากอุ้มกระเตงกันไปอยู่ดี ในอดีตเคยมีนักการเมืองระดับเลขาธิการพรรคคนหนึ่งพูดไว้ว่า
"ต่อให้หางแดงขนาดไหน เมื่อเป็นรัฐบาลด้วยกันก็ต้องยกมือให้"
นั่นเป็นบทสรุปของการซักฟอกรัฐบาลในอดีต ส่วนสภาปัจจุบัน อาจมีร่องรอยปัญหาความขัดแย้ง หรือขบเหลี่ยม เหยียบตาปลากันให้เห็นอยู่บ้าง แต่คงไม่รุนแรงถึงขนาดทำให้วงแตก น่าจะยังประสานอำนาจ กลืนเลือดกันคนละอึกสองอึกไปด้วยกันได้อยู่
เพราะฉะนั้น การยื่นซักฟอกรัฐบาลของฝ่ายค้านที่จะมีขึ้นในสมัยประชุมหน้า คงเป็นการยื่นแบบ "ไฟต์บังคับ" เสียมากกว่า เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้กลไกนี้ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารปีละครั้ง ซึ่งผ่านสมัยประชุมแรกไปแล้ว ก็เหลืออีกสมัยประชุมเดียว หากยังไม่ยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอีก ก็เท่ากับเสียของปล่อยผ่านไปหนึ่งปี
ทีนี้การจะยื่นซักฟอกรัฐบาล ไม่ว่าเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 คือ 100 เสียงขึ้นไป ดังนั้น ลำพังพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี สส. 21 เสียง ออกมาโหมโรงในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ถ้าพรรคอื่นไม่เอาด้วย ก็เท่ากับ “ชกลม” โชว์สเต็ปฝ่ายค้านมืออาชีพไปเท่านั้น
การขยับตัวก่อนของพรรคประชาธิปัตย์ อาจได้ในทางการเมืองที่ชิงจังหวะประกาศก่อน แต่ถึงเวลเสียงไม่พอ ก็ต้องขอโดยสารไปกับพรรคใหญ่อยู่ดี ซึ่งเคยมีมาแล้วที่ความเก๋าเกมการเมืองของพรรคสีฟ้า สุดท้ายพอพรรคใหญ่ขยับ ก็ต้องยอมลดตัวไปเป็นหางเครื่องให้
แต่ครั้งนี้คงไม่ถึงกับเป็นปัญหา เพราะพรรคส้มแกนนำฝ่ายค้าน ตั้งธงยื่นซักฟอกรัฐบาลมาตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว เพียงแต่มัวไปยุ่งขิงอยู่กับประเด็นอื่น จึงยังไม่ทันได้ขยับในเรื่องนี้
เอาเป็นว่า ถึงเวลาพรรคส้มและพรรคสีฟ้า คงมาจอยกันได้ไม่ยากในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนจะซักฟอกประเด็นไหนบ้างนั้น ต้องเลือกเอาด้วยซ้ำ เพราะตอนนี้แตะไปที่ตรงไหนของรัฐบาล ล้วนแต่ฟอนเฟะไปทั้งหมด
แต่อย่างที่ว่าไว้นั่นแหล่ะ คงเป็นได้แค่ซักฟอกไฟต์บังคับ ต่อให้มีข้อมูลดีขนาดไหน ก็ไม่มีเสียงพอคว่ำรัฐบาลได้ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มติไม่ไว้วางใจ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสภา
งานนี้ดีไม่ดีอาจได้เห็นฝ่ายค้านแตกแถว เพราะมีบางพรรคซุ่มรอเข้าร่วมรัฐบาลอยู่




