ฝ่ายค้านฝันไกลไปไม่ถึง
ล๊อกเป้าเชือด “อนุทิน-ไชยชนก”
หลังปั่นกระแส สร้างสงครามข่าวสารกันมาระยะหนึ่ง ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในที่สุดก็ผ่านการตกผลึกเป็นการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ไม่นำมาตรา 152 มาอภิปรายคั่นเวลาก่อน
แถมยังล็อกเป้า 2 รายชื่อ นำมาขึงโชว์เรียกน้ำย่อยรอไว้ก่อน คือ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ‘ไชยชนก ชิดชอบ’ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งทั้งสองคนถือเป็นเป้าใหญ่ของรัฐบาลสีน้ำเงิน
ทันทีที่เปิดชื่อ “อนุทิน-ไชยชนก” เท่ากับเปิดยุทธศาสตร์ให้เห็น เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรายบุคคล ไม่ใช่เหมายกเข่งทั้งคณะ ส่วนจะมีรัฐมนตรีคนไหนเพิ่มเติมอีกบ้าง มอบให้คณะทำงานที่มี ‘รังสิมันต์ โรม’ เป็นหัวเรือใหญ่ ไปรวบรวมรายชื่อและจัดทำญัตติ
แต่ยังอุบเงียบเรื่องวันเวลาที่จะลงมือ บอกไว้เพียงกว้างๆ ว่า “คาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์”
เรื่องนี้ถ้าจะให้เดา อย่างเร็วก็คงปลายเดือนกันยายนหรือช้าสุดไม่เกินเดือนตุลาคม เพราะขืนปล่อยไว้นานกว่านั้น ฝ่ายค้านจะพลาดโอกาส ไม่ได้ตีเหล็กร้อน ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเจอมรสุมหลายลูกพัดถาโถมอยู่เวลานี้
แต่ฟังจากท่าทีการแถลงของพริษฐ์ วัชรสินธุประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ย้ำซ้ำๆ อยู่หลายรอบเรื่องความมั่นใจทั้งข้อมูลที่จะนำมาอภิปรายและเสียงในสภาที่ใช้คว่ำรัฐบาล ซึ่งตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า
“เราทำเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล และหวังถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า หากเราทำหน้าที่ของเราได้ดีประชาชนเห็นพ้องกับเราว่าการมีพรรคอื่นมาเป็นแกนนำรัฐบาลน่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเสียงของพี่น้องประชาชน”
“เราคงไปคาดเดามติของ สส.ไม่ได้ แต่เราเข้าใจเสียงในสภาดีว่า ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก แต่เป้าหมายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่แค่การมานับคะแนนของการลงมติ แต่คือการนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากประชาชนเห็นตามหลักฐานที่เรามี เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เขาก็ก็จะจะเปิดโอกาสให้มีพรรคอื่นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล”
“หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่นำไปสู่การลงมติที่เสียงข้างมาก ลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือพี่น้องประชาชนก็จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลมีมากขึ้นด้วย”
ฟังจากที่ “ไอติม-พริษฐ์” ว่ามาแล้ว ด้านหนึ่ง เป็นการยอมรับความจริงและอยู่กับชีวิตจริง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีฝ่ายค้านชุดไหนล้มรัฐบาลด้วยมือในสภาได้ อีกด้าน ได้เห็นถึงเป้าหมายแท้จริงของฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีกี่คน ในช่วงเวลาไหน หวังไว้แค่หวังทำลายความน่าเชื่อถือรัฐบาลเท่านั้น
ส่วนการออกพูดคำโตของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒืผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ว่า “เคยเสนอชื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็สามารถเสนอให้ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เช่นเดียวกัน” นั้น
คำพูดดังกล่าว ได้รับการโค้งคำนับพร้อมกับกล่าวคำ “ขอบคุณมากครับๆๆ” หลายครั้งจาก ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยท่าทีเสียดเย้ย แกมประชดประชันกันไป
ความจริงเรื่องนี้ หากหัวหน้า “เท้ง” ไม่ขุดขึ้นมาพูด คอการเมืองคงเกือบจะลืมๆ กันไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ไปรื้อฟื้นให้คนอื่นมาเหยียบย่ำหัวใจเล่นอีกจนได้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้านหนนี้ เป้าหมายไกลสุดคงทำได้แค่ทำลายความน่าเชื่อถือเท่านั้น ส่วนจะให้ส่งอานิสงส์ไปถึงการเลือกตั้งสมัยต่อไปนั้น หนทางยังอีกยาวไกล




