จุดเปลี่ยนการเมืองไทย “เดือนกันยายน” เปลี่ยนอย่างไร?!

10 ก.ย. 2569 - 11:51

  • จับตาจุดเปลี่ยนการเมืองไทย “เดือนกันยายน” เปลี่ยนอย่างไร?

  • นักสังเกตการณ์ต่างเฝ้ารอดูเหตุการณ์การเมืองในเดือนกันยายน จะออกหัวออกก้อยหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

  • ทั้งจากผลการลงมติกรณีฮั้ว สว.และปมบัตรเลือกตั้งในศาลรัฐธรรมนูญ

จุดเปลี่ยนการเมืองไทย “เดือนกันยายน” เปลี่ยนอย่างไร?!

จุดเปลี่ยนการเมือง

เดือนกันยายนเปลี่ยนอย่างไร?!

เหล่าคอการเมือง บรรดานักสังเกตการณ์ทั้งหลาย ต่างเฝ้ารอดูเหตุการณ์การเมืองในเดือนกันยายน จะออกหัวออกก้อยหรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ทั้งจากผลการลงมติกรณีฮั้ว สว.และปมบัตรเลือกตั้งในศาลรัฐธรรมนูญ

โดยจุดเปลี่ยนแรก จะอยู่ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้ส่งคำร้องไปศาลฎีกา เอาผิดกับผู้ที่ถูกร้องทั้ง 229 คน คงทำให้อุณหภูมิทางการเมืองที่รอการปะทุ ผ่อนคลายลงทันตาเห็น

แต่จุดเปลี่ยนจะไปอยู่ที่รัฐบาลแทน เพราะนอกจากจะมีชนักปักหลังเรื่องสมคบกันทำความผิดในการเลือก สว.ที่ต้องไปสู้คดีกันในศาลฎีกา ซึ่งไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะรอดแล้ว หากถูกศาลตัดสินว่าผิดจริง ไหนจะเสี่ยงคุก เสี่ยงตะราง ยังเสี่ยงนำไปสู่การยุบพรรคได้ด้วย

แม้ระหว่างนี้จะยังอยู่ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรี เป็นสส.ต่อไปได้ โดยเฉพาะผู้นำจิตวิญญาณ ที่ไม่มีตำแหน่งใดรองก้น ยิ่งไม่ต้องกังวลใหญ่ ยกเว้นหลังศาลตัดสินค่อยไปเผชิญชะตากรรมเอาในตอนนั้น

แต่ในอีกด้าน ต้องเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองขึ้นแน่ๆ อย่างน้อยก็ต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล ที่คงขาดความสง่างามลงไปเป็นกอง เพราะมีผู้นำและรัฐมนตรีถูกฟ้องร้องอยู่ในศาล ส่วน สว.138 คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะหลังศาลรับคำร้องต้อง “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ทันที

ประเด็นนี้ พ.ร.ป.การได้มาชึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 บัญญัติไว้ในมาตรา 62 วรรคสองว่า “เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ถ้าผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด”

นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้ชาวคณะสีน้ำเงิน สูญเสียการคอนโทรลสภาสูงไปทันที!

จุดเปลี่ยนที่สอง เป็นหนังคนละม้วนกับข้อแรก คือ แทนที่จะเอาผิดกลับ “ยกคำร้อง” ทั้งหมด หาก กกต.มีมติออกมาแบบนี้ คงไม่ต่างอะไรกับการเอาน้ำมันเทราดลงไปในกองไฟที่ลุกโชน เพิ่มเงื่อนไขให้กลุ่มต่างๆ ออกมาลงถนนเร็วขึ้น แม้จะอยู่ต่างกลุ่ม ต่างความคิด แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ ความไม่พอใจผลการลงมติของ กกต.

หรือแม้แต่การเลือกเอาผิดเฉพาะบางคน ละเว้นบางคน เลือกปล่อยปลาตัวใหญ่ กักไว้แต่ปลาเล็กปลาน้อยที่ส่งไปศาล หากมติออกมาไม่สมเหตุสมผล สิ่งที่ตามมาคงไม่แตกต่างกัน คือ ยังสร้างเงื่อนไขทางการเมืองขึ้น แม้จะไม่หนักเท่าการปล่อยผี ยกคำร้องทั้งหมดก็ตาม

ทีนี้ไม่ว่าผลการลงมติจะออกมาแบบไหน คงต้องดูการยกเหตุผลประกอบด้วยว่า กกต.เขียนสาธยายไว้อย่างไร ทำให้สังคมสิ้นสงสัยได้เหมือนคำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งดูแล้วคงยาก เพราะมาตรฐานต่างกัน

จุดเปลี่ยนการเมืองเดือนกันยายน ด่านแรกจึงอยู่ที่ผลการลงมติของ กกต.ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายนนี้

ส่วนด่านสุดท้ายอยู่ที่ประเด็นความลับในบัตรเลือกตั้ง ที่ศาลรัฐธรมนูญนัดวินิจฉัยในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน ซึ่งนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักว่าออกได้ทั้งสองหน้า แต่ให้รอดูผลสะเทือนจากด่านแรก จะมีพลังพอเป็นแรงส่งให้เกิดการหักมุมทางการเมืองขึ้นได้หรือไม่

งานนี้หากการเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ก็เท่ากับเป็นการล้มกระดาน กลับมาหย่อนบัตรเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ส่วนการเมืองจะเปลี่ยน ไม่เปลี่ยนหรือเปลี่ยนแค่ไหน ให้รอดูจากคำตอบแรกในวันที่ 14 กันยายนนี้?!

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์