สุขกาย สบายกระเป๋า ใครสุขกาย ใครสบายกระเป๋า

10 พ.ย. 2568 - 13:40

  • โครงการครอบคลุมโรงพยาบาลเอกชนกว่า 345 แห่ง และร้านขายยาลงทะเบียนกว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศ

  • คาดการณ์ประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนปีละ 32-34 พันล้านบาท จากการซื้อยาภายนอกที่ราคาถูกกว่าถึง 85%

  • สร้างความโปร่งใสในราคายา เสริมพลังผู้ป่วยในการตัดสินใจ แต่ส่งผลกระทบต่อรายได้โรงพยาบาลเอกชน

สุขกาย สบายกระเป๋า ใครสุขกาย ใครสบายกระเป๋า

Spacebar วิเคราะห์ นโยบายช่วยราคายา เมื่อรัฐบาลเปิดตัวโครงการ "สุขกาย สบายกระเป๋า" ที่เชื่อว่า จะเป็นนโยบาย Quick Big Win ที่มุ่งแก้ปัญหาค่าใช้จ่ายยาแพงในโรงพยาบาลเอกชน โดยเปิดให้ผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อจากร้านขายยาภายนอกได้

หวังให้โครงการนี้เป็นการปฏิรูปที่รอคอย

โครงการนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน คือการที่ผู้ป่วยต้องจ่ายค่ายาแพงเกินจริงเมื่อรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่ามีการร้องเรียนเรื่องการเก็บค่ายาแพงเกินกว่า 100 กรณีก่อนที่จะมีโครงการนี้ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาโครงสร้างตลาดยาในประเทศไทย

นายศุภชัย สุทธำพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้วางกรอบนโยบายโดยมองว่าเป็นปัญหาการพัฒนาเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับการลดต้นทุนความเป็นอยู่ และเสริมสร้างให้ไทยเป็นจุดหมายบริการสุขภาพที่น่าเชื่อถือ การที่คนชั้นกลางหลายคนเลือกใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพื่อความสะดวกและคุณภาพ กลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูง โดยเฉพาะค่ายาที่มีราคาต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบกับร้านขายยาทั่วไป

กลไกการดำเนินงานที่สร้างสมดุล

โครงการได้รับการออกแบบอย่างประณีตเพื่อให้สมดุลระหว่างผลประโยชน์ของทุกฝ่าย ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถขอใบสั่งยาที่มีรายละเอียดครบถ้วน ทั้งชื่อยา ขนาดยา และวิธีการใช้ที่ชัดเจน แล้วนำไปซื้อยาจากร้านขายยาที่แสดงป้าย "สุขกาย สบายกระเป๋า" หรือผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลที่สภาเภสัชกรรมแห่งประเทศไทยรับรอง

การเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนเรื่องเล็กแต่มีผลกระทบใหญ่ คือการที่โรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาที่ "สมบูรณ์และถูกต้อง" ให้ครบถ้วน ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ใบสั่งยามักไม่มีรายละเอียดครบ ทำให้ผู้ป่วยต้องกลับมาซื้อยาที่โรงพยาบาลเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เสริมสร้างความโปร่งใสและเพิ่มตัวเลือกให้ผู้ป่วย

ตัวเลขที่พูดแทนความสำเร็จ

ภายในสัปดาห์แรกของการเปิดตัว โครงการดึงดูดการเข้าร่วมในระดับประเทศ มีโรงพยาบาลเอกชน 345 แห่งเข้าร่วม และร้านขายยาลงทะเบียนกว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศ การเข้าร่วมอย่างรวดเร็วนี้สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีจากภาคเอกชน แม้ว่าประสบการณ์จริงในการปฏิบัติจะมีมุมมองที่หลากหลาย

กรมการค้าภายในได้ทำการตรวจสอบสถานที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เมืองใหญ่ รวมถึงโรงพยาบาลรามาธิบดีเก้า औरเครือข่ายร้านขายยาใหญ่อย่าง Top Care, Boots, และ Watsons ในศูนย์การค้าต่างๆ พบว่าความพร้อมในการดำเนินงานเป็นไปได้ดีภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังเปิดตัว

ประหยัดจริง เห็นผลชัด

กรณีศึกษาที่สร้างความประทับใจคือผู้ป่วยที่มารักษาโรคความดันโลหิตสูง เมื่อก่อนต้องจ่ายค่าตรวจและยารวม 11,680 บาท แต่หลังจากใช้โครงการสามารถซื้อยาจากร้านขายยาภายนอกได้ในราคา 1,680 บาท ประหยัดได้ถึง 10,000 บาท หรือคิดเป็นการลดต้นทุนลง 85.6 เปอร์เซ็นต์

แม้ว่ากรณีนี้อาจเป็นตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนกว่าปกติ เพราะรวมบริการตรวจสุขภาพพิเศษด้วย แต่แสดงให้เห็นถึงขนาดของความแตกต่างด้านราคายาที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดโครงการนี้ รัฐบาลประมาณการว่าครัวเรือนไทยจะประหยัดค่าใช้จ่ายปีละ 32-34 พันล้านบาท ซึ่งคิดเป็นการลดค่าใช้จ่ายสุขภาพที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองลงประมาณ 10-11 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

เสริมพลังผู้ป่วย สร้างการตัดสินใจที่รู้เท่าทัน

นอกเหนือจากประโยชน์ด้านการเงิน โครงการยังสร้างผลกระทบเชิงบวกผ่านการเพิ่มอำนาจต่อรองของผู้ป่วยในระบบสุขภาพ ในอดีต ผู้ป่วยในโรงพยาบาลเอกชนมีทางเลือกจำกัดในการตั้งคำถามเกี่ยวกับราคายา เพราะโรงพยาบาลนำเสนอใบสั่งยาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจการรักษาที่ผู้ป่วยต้องยอมรับหรือปฏิเสธทั้งหมด

โครงการเปลี่ยนแปลงพลวัตนี้โดยแยกการวินิจฉัยและการสั่งยา ซึ่งยังคงเป็นเอกสิทธิ์ของแพทย์ออกจากการจัดหายาและการกำหนดราคา ซึ่งสามารถกระจายไปยังผู้ให้บริการหลายราย การแยกนี้ทำให้ผู้ป่วยสามารถรักษาความสัมพันธ์กับแพทย์และความต่อเนื่องของการรักษาไว้ได้ ในขณะที่ยังสามารถเลือกแหล่งซื้อยาที่เหมาะสมได้

ขยายการเข้าถึงสุขภาพเอกชน

โครงการสร้างประโยชน์ระดับระบบผ่านการทำให้บริการสุขภาพเอกชนเข้าถึงได้สำหรับคนไทยในวงกว้างขึ้น ระบบสุขภาพไทยมีทั้งโรงพยาบาลของรัฐภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการผู้ป่วยที่เต็มใจจ่ายเพื่อคุณภาพหรือความสะดวกที่รับรู้ว่าสูงกว่า

กำแพงด้านการเงินแบบดั้งเดิมที่แยกการใช้บริการสาธารณสุขและเอกชน ได้จำกัดการใช้โรงพยาบาลเอกชนให้เฉพาะครัวเรือนที่มีฐานะดี ขณะที่ครัวเรือนรายได้ปานกลางต้องใช้บริการสาธารณสุขโดยไม่เต็มใจ หรือละเลยการรักษาที่เหมาะสมเพราะไม่อยากแบกรับค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลเอกชน

เงาที่ตามมากับแสงแห่งความเปลี่ยนแปลง

แม้จะมีผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ป่วย โครงการก็สร้างความท้าทายสำคัญให้กับโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วม ซื้งทั้งผู้บริหารโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่รัฐต่างยอมรับ ร้านขายยาในโรงพยาบาลเอกชนเป็นศูนย์กำไรสำคัญของสถาบันสุขภาพมาโดยตลอด การกำหนดราคายาที่สูงกว่าต้นทุนได้ให้รายได้ที่สนับสนุนการดำเนินงานอื่นๆ ของโรงพยาบาล รองรับบริการฉุกเฉิน และเป็นทุนในการลงทุนสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี

ที่ปรึกษาผู้บริหารโรงพยาบาลรามาธิบดีเก้า หนึ่งในสถานที่ตรวจสอบแรก กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "หลังจากเริ่มโครงการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เราพบว่ามีผู้ป่วยบางส่วนต้องการซื้อยาภายนอกโรงพยาบาล แม้ว่าโรงพยาบาลจะเข้าใจความจำเป็น โดยเฉพาะจากมุมมองทางเศรษฐกิจ เราก็ยอมรับว่ารายได้จากยาของโรงพยาบาลลดลง"

การลดลงของรายได้นี้มีผลกระทบจริงต่อการจัดการทางการเงินและการรักษาความยั่งยืนของบริการ โรงพยาบาลที่ดำเนินงานด้วยอัตรากำไรที่จำกัดหรือเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอาจต้องดิ้นรนเพื่อรองรับการสูญเสียรายได้จากยาโดยไม่ลดบริการ ตัดจำนวนพนักงาน หรือเลื่อนการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวก

ข้อจำกัดที่ยังคงอยู่

แม้ว่าโครงการจะขยายทางเลือกของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญที่จำกัดผลกระทบและสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่เหลืออยู่ สำหรับผู้ป่วย ยาบางประเภทไม่สามารถซื้อจากร้านขายยาภายนอกได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ ยาควบคุมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดพิเศษของรัฐบาลไม่สามารถจ่ายโดยร้านขายยาภายนอกได้ ทำให้ผู้ป่วยต้องซื้อยาเหล่านี้ผ่านร้านขายยาโรงพยาบาลต่อไป โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาด้านค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การเข้าถึงร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการอาจไม่เท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตชนบทที่ห่างไกล ซึ่งอาจมีร้านขายยาลงทะเบียนน้อยกว่า หรือไม่มีเลย ผู้ป่วยในพื้นที่เหล่านี้อาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากโครงการได้เต็มที่

การปฏิวัติเงียบๆ ในระบบสุขภาพไทยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิธีที่คนไทยเข้าถึงยา แต่ยังท้าทายให้เราคิดใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพ ราคา และการเข้าถึงในการดูแลสุขภาพ ขณะที่เราเฝ้าดูผลลัพธ์ระยะยาวของการทดลองครั้งนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะกลายเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคหรือไม่?

สิ่งที่ยังน่าเป็นห่วงคือ สุขกาย สบายกระเป๋า จะช่วยคนไทย ให้ซื้อขายไม่แพงได้แค่ไหน ถ้า รัฐบาลต้องดำเนินการตามข้อตกลงการค้า ระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ที่มีกระทบต่อสิทธิบัตร และการนำเข้ายา เมื่อยาจากต่างประเทศไหลเข้ามาในตลาด แน่นอน ระดับราคายาจะไม่เหมือนเดิม ถึงตอนนั้น จะสุขกาย สบายกระเป๋า หรือเปล่า ไม่มีใครรู้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์