จากความเงียบกลายเป็นเสียงวิ้ง เรื่องจริงของสาววัย 35 เมื่อ “หูเสื่อม” ไม่ใช่โรคของคนแก่

12 ส.ค. 2569 - 12:55

  • หูเสื่อมไม่ใช่เรื่องของคนแก่เสมอไป เสียงวิ้งในหูอาจเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ขณะที่งานวิจัยพบว่าวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวจำนวนมากกำลังสัมผัสเสียงในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อการได้ยิน

จากความเงียบกลายเป็นเสียงวิ้ง เรื่องจริงของสาววัย 35 เมื่อ “หูเสื่อม” ไม่ใช่โรคของคนแก่

“เราจะรู้ว่าความเงียบมีค่าขนาดไหนก็ตอนที่เราไม่ได้ยินมันอีกแล้ว”

ประโยคนี้อาจฟังดูเหมือนคำเปรียบเปรย แต่สำหรับเจ้าของประสบการณ์จากเพจ ตามติดชีวิตอินเดีย นี่คือสิ่งที่ต้องเผชิญในชีวิตจริงหลังออกมาแชร์ประสบการณ์ “ประสาทหูเสื่อมในวัย 35 ปี”

จุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการไม่ได้ยินเสียงรอบตัว แต่เป็นเพียง เสียงวิ้งในหู คล้ายเสียงทีวีเวลาที่ไม่มีสัญญาณ ช่วงแรกเจ้าตัวคิดว่าเป็นเพียงอาการหูอื้อ เดี๋ยวก็คงหายไปเอง แต่เสียงดังกล่าวกลับอยู่ต่อเนื่อง 3–4 วันจนต้องไปพบแพทย์และเข้ารับการทดสอบการได้ยิน

ผลตรวจพบว่ามีการสูญเสียการได้ยินบริเวณความถี่ 6 kHz ซึ่งเป็นย่านความถี่สูง แม้ภาพรวมการได้ยินยังถือว่าค่อนข้างปกติ สามารถฟังเพลง ดูหนัง พูดคุย และใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนเดิม แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปนั่นคือการได้ยิน “เสียงวิ้ง” อยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะช่วงที่กลับถึงห้อง อยู่คนเดียว และทุกอย่างรอบตัวเงียบลง เสียงดังกล่าวกลับชัดขึ้นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ช่วงแรกเจ้าตัวเล่าว่าเกิดความเครียดและจิตตก เพราะยิ่งพยายามจับจ้องเสียงในหูก็ยิ่งรู้สึกว่ามันชัดขึ้น ก่อนจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับอาการดังกล่าว

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าอาการของเจ้าของโพสต์เกิดจากหูฟังโดยตรง เพราะการสูญเสียการได้ยินและอาการ tinnitus สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งการสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานาน การอยู่ในสถานที่เสียงดัง คอนเสิร์ต ปัจจัยด้านสุขภาพ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตามอายุ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนคำถามสำคัญว่า เรากำลังดูแลสุขภาพการได้ยินของตัวเองมากพอหรือยัง?

หูเสื่อมไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “ไม่ได้ยิน”

หลายคนอาจเข้าใจว่าหูเสื่อมต้องหมายถึงการไม่ได้ยินเสียงคนพูด หรือจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง แต่ในความเป็นจริงการเปลี่ยนแปลงของการได้ยินสามารถเริ่มต้นอย่างเงียบๆ และค่อยๆ รุนแรงขึ้นได้

หนึ่งในสัญญาณที่ควรสังเกตคือ Tinnitus หรืออาการได้ยินเสียงที่ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเสียงภายนอก เช่น เสียงวิ้ง เสียงหึ่ง หรือเสียงจี๊ดในหู

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า การสัมผัสเสียงดังสามารถทำให้เกิดอาการหูอื้อหรือ tinnitus ชั่วคราวได้ และหากได้รับเสียงดังซ้ำๆ หรือเป็นเวลานานโครงสร้างภายในหูอาจเกิดความเสียหายถาวร และนำไปสู่ Noise-Induced Hearing Loss หรือการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังได้

ที่สำคัญการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังมักค่อยๆ เกิดขึ้น และในระยะแรกอาจสังเกตได้ยาก เช่น เริ่มได้ยินเสียงความถี่สูงไม่ชัดหรือเริ่มมีปัญหาในการฟังบทสนทนาเมื่ออยู่ในสถานที่เสียงดัง

เมื่อโลกของคนรุ่นใหม่เต็มไปด้วยเสียงดัง

ความเสี่ยงไม่ได้มาจากหูฟังเพียงอย่างเดียว คอนเสิร์ต คลับ บาร์ สนามกีฬา การเดินทาง หรือสภาพแวดล้อมในการทำงานล้วนเป็นแหล่งของเสียงดังที่เราอาจต้องเจอเป็นประจำ

WHO ระบุว่า คนอายุ 12–35 ปีมากกว่าหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกกำลังอยู่ในความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน จากการสัมผัสเสียงดังในกิจกรรมเพื่อความบันเทิงที่ไม่ปลอดภัย ทั้งจากอุปกรณ์ฟังเสียงส่วนตัวและสถานที่ที่มีเสียงดัง เช่น คอนเสิร์ต ไนต์คลับ และกิจกรรมกีฬา

ขณะที่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน BMJ Global Health ปี 2022 ซึ่งทำ systematic review และ meta-analysis จากงานวิจัย 33 ชิ้น พบว่าประมาณ 23.81% ของวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาว มีพฤติกรรมการฟังเสียงจากอุปกรณ์ส่วนตัวในระดับที่ไม่ปลอดภัย โดยนักวิจัยประเมินว่าเมื่อคำนวณกับประชากรทั่วโลกในช่วงอายุ 12–34 ปี อาจมีคนประมาณ 670 ล้านถึง 1.35 พันล้านคน ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนจำนวนดังกล่าว “หูเสื่อมแล้ว” แต่หมายความว่า พฤติกรรมการรับเสียงของคนรุ่นใหม่กำลังกลายเป็นประเด็นสุขภาพที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ “ดัง” แต่คือดังแค่ไหน และนานแค่ไหน

ความเสี่ยงจากเสียงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกว่า “ดังมาก” เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ระดับเสียงและระยะเวลาที่ได้รับเสียง

WHO ระบุว่า หากได้รับเสียงประมาณ 80 เดซิเบล สามารถฟังได้ประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่เมื่อเสียงเพิ่มขึ้นเป็น 90 เดซิเบล ระยะเวลาที่ปลอดภัยจะลดลงเหลือประมาณ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เมื่อระดับเสียงเพิ่มขึ้นระยะเวลาที่ปลอดภัยก็ลดลงอย่างรวดเร็ว นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอยู่ในคอนเสิร์ตที่มีเสียงดังมากเป็นเวลาหลายชั่วโมง หรือการเปิดเพลงดังต่อเนื่องทุกวันจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก

แล้วหูฟังล่ะ?

หูฟังไม่ได้เป็นผู้ร้ายโดยอัตโนมัติ ประเด็นสำคัญคือ วิธีใช้

การฟังเพลงผ่านหูฟังในระดับเสียงที่เหมาะสมไม่ได้หมายความว่าจะทำให้หูเสื่อม แต่การเปิดเสียงดังเป็นเวลานานสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของการได้ยินได้

WHO แนะนำให้ผู้ใช้ลดระดับเสียง โดยทั่วไปไม่เกินประมาณ 60% ของระดับสูงสุดของอุปกรณ์ และหากสามารถตรวจวัดระดับเสียงได้ควรพยายามให้อยู่ต่ำกว่า 80 dB โดยเฉลี่ย นอกจากนี้การใช้หูฟังที่พอดีกับหูหรือมีระบบ Noise Cancelling อาจช่วยลดความจำเป็นในการเร่งเสียงเพื่อกลบเสียงรอบข้างได้

พูดง่ายๆ คือ เราไม่จำเป็นต้องเลิกฟังเพลงแต่ต้องฟังให้เป็น

สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่รู้ตัว

ปัญหาสำคัญของการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังคือมันสามารถเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป วันนี้เราอาจยังฟังเพลงได้ตามปกติ แต่ในอนาคตอาจเริ่มรู้สึกว่าเสียงบางอย่างเบาลงหรือเริ่มฟังบทสนทนาในร้านอาหารไม่ชัด

WHO แนะนำให้ใส่ใจกับสัญญาณอย่าง เสียงวิ้งหรือเสียงหึ่งในหูที่เป็นต่อเนื่อง การได้ยินเสียงความถี่สูงลดลง หรือเริ่มมีปัญหาในการติดตามบทสนทนาในสถานที่เสียงดัง และควรเข้ารับการตรวจการได้ยินหากพบอาการเหล่านี้

การมีเสียงในหูอย่างต่อเนื่องจึงไม่ควรสรุปเองว่า “เดี๋ยวก็หาย” โดยเฉพาะหากอาการยังคงอยู่หรือการได้ยินเปลี่ยนไป

ดูแลหูวันนี้เพื่อให้ได้ยินไปอีกนาน

การป้องกันอาจง่ายกว่าที่คิด ลดเสียง ลดเวลา และพักหู หากต้องอยู่ในสถานที่เสียงดังควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ลำโพง ใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน และหาเวลาพักในพื้นที่เงียบเป็นระยะ WHO ยังแนะนำให้ผู้ที่ใช้หูฟังเป็นประจำติดตามระดับเสียงและเวลาที่ได้รับเสียงรวมถึงตรวจการได้ยินเป็นระยะ

เพราะเราอาจเปลี่ยนโทรศัพท์ เปลี่ยนหูฟัง หรือเปลี่ยนเพลงที่ฟังได้ตลอดเวลา

แต่การได้ยินของเราไม่มีอะไหล่ให้เปลี่ยน

เรื่องของสาววัย 35 ปีจากเพจตามติดชีวิตอินเดียจึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนหนึ่งคนที่ต้องอยู่กับเสียงวิ้งในหู แต่มันคือคำเตือนสำหรับคนอีกจำนวนมากที่ยังคิดว่าเรื่องหูเสื่อมเป็นเรื่องไกลตัว

เพราะในวันที่เรายังได้ยินทุกเสียงเราอาจไม่เคยรู้เลยว่า ความเงียบมีค่าแค่ไหน

จนกระทั่งวันหนึ่ง…เราไม่ได้ยินมันอีกแล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์