หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ออกมาแถลงข่าวถึงเรื่องนี้ทันที
‘ณัฐพงษ์’ ยอมรับว่า ‘ผิดหวัง’ แต่ก็ ‘ไม่ผิดคาด’ แต่ยังย้ำว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพราะไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากแต่เป็นการพยายาม ‘สอดไส้’ โครงการต่างๆ ที่สามารถบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้อยู่แล้ว
‘ณัฐพงษ์’ ได้ยกตัวอย่างโครงการที่ถูกเสนอใช้งบเงินกู้ เช่น ลานกีฬาโซลาร์ รถขยะ EV รวมทั้งโครงการอื่นๆ ที่มองว่า ตั้งงบประมาณผ่านรายจ่ายประจำปีได้ ไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการพิเศษหรือ ‘เงินกู้ 400,000 ล้านบาท’
เช่นเดียวกับ ‘ศิริกัญญา’ ที่ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานหลายรายการ ทั้ง รถขยะ EV ลานกีฬาโซลาร์ โซลาร์รูฟท็อป และเครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง อีกทั้งพบว่า มีเอกสารที่เป็นลักษณะ ‘แคตตาล็อก’ โครงการส่งถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้กังวลว่า อาจมีการเตรียมผู้รับจ้างไว้ล่วงหน้าหรือไม่?
ทั้งนี้ ‘พรรคประชาชน’ เตรียมใช้เวที กมธ.งบฯ ปี 2570 ตรวจสอบและตัดโครงการที่ซ้ำซ้อนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวกับพลังงาน 7,000 ล้านบาท และงบฟื้นฟูเศรษฐกิจอีก 12,000 ล้านบาท
เช่นเดียวกับ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ ระบุว่า พรรคน้อมรับ และเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ยังต้องรอศึกษาคำวินิจฉัยฉบับเต็ม เนื่องจากกังวลว่า อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ เปิดทางให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มเติม แม้ไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งอาจกระทบต่อวินัยการเงินการคลังของประเทศ
อภิสิทธิ์ ยังห่วงว่า การกู้เงินครั้งนี้จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ขยับเข้าใกล้เพดาน 70% จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแผนการคลังระยะกลางและระยะยาว รวมถึงแนวทางเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย เพื่อไม่ให้ต้องกู้เงินหรือขยายเพดานหนี้ในอนาคต
ส่วนงบก้อนที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับโครงการด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่ายังขาดรายละเอียด จึงขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมกลั่นกรอง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่า
อภิสิทธิ์ ยอมรับว่า การตีความเรื่อง ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ตามรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่พิสูจน์ได้ยาก ทั้งนี้ โครงการในส่วนที่ 2 ในงบฯ 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลยืนยันว่า จำเป็นเร่งด่วน และถ้าไม่ทำจะกระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่จากการติดตามของกลไกต่างๆ รวมทั้ง กมธ.งบฯ ปี 2570 ก็ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องนี้ จึงเป็นห่วงว่า สรุปแล้วความพร้อมในการกลั่นกรองโครงการนี้เป็นอย่างไร สิ่งที่กังวลคือ รัฐบาลมองเพียงแค่ ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ แต่ข้อเท็จจริงคือการพึ่งพา การนำเข้าน้ำมัน และก๊าซจนมากเกินไป รัฐบาลพูดแต่เพียงว่า จะสนับสนุนเรื่องของโซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า แต่จริงๆ แล้ว มีแต่การส่งเสริมการนำเข้า ไม่ได้ลดการพึ่งพาต่างประเทศลง ทั้งที่ทางเลือกอื่นๆก็มี เช่น ปาล์มน้ำมัน แต่ไม่แน่ใจว่า รัฐบาลชัดเจนแค่ไหน ซึ่งรัฐบาล ยืนยันว่า โครงการหลักเป็นเพียงการส่งเสริมให้มีโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า




