‘ฝ่ายค้าน’ รุมยุติ AI Passport ปชน. ยกร่างคำร้อง ป.ป.ช. สอบ - ปชป. ชี้ 1,600 ล้าน แพ้ของฟรี

20 ก.ค. 2569 - 20:05

  • ปชน. อยู่ระหว่างยกร่างคำร้องยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ปชป. ชี้ข้อพิรุธ 'ล็อกสเปก' และผลทดสอบ คุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน AI ที่ใช้งานได้ฟรี

‘ฝ่ายค้าน’ รุมยุติ AI Passport  ปชน. ยกร่างคำร้อง ป.ป.ช. สอบ - ปชป. ชี้ 1,600 ล้าน แพ้ของฟรี

ปชน. ยกร่างคำร้องยื่น ป.ป.ช. สอบ TH-AI Passport

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี TH-AI Passport ที่จะมีการยื่นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ตามหลักกฎหมาย ป.ป.ช.สามารถทำงานเชิงลึกตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องมีใครไปร้อง ส่วนคำร้องของพรรคประชาชนอยู่ระหว่างการยกร่างคำร้อง หากมีความชัดเจนจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง

ส่วนกรณีที่ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความคล้ายสนับสนุนโครงการดังกล่าว ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการแลกคดีหรือไม่นั้น ณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันหยุดที่ผ่านมาตนคุยกับภาวุธและได้ชี้แจงกับสังคมแล้วว่าโครงการดังกล่าวมีประเด็นอยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างผิดปกติ มีการลดสเปก

ส่วนเรื่องความคุ้มค่าเป็นอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนพยายามชี้ให้เห็นว่าความผิดปกติอยู่ที่ส่วนใด อย่าให้รัฐบาลบิดประเด็น เรื่องนี้อยู่ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ของกลุ่มคนที่อาจเกี่ยวข้องกับรัฐบาล

‘การดี’ ชี้ 1,600 ล้าน แลกคุณภาพ แพ้ของฟรี

การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เปิดเวทีเสวนา ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ - ผู้เชี่ยวชาญ AI ระดับแนวหน้า วรพจน์ ธาราศิริสกุล ผอ. สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และ ดร.พิชชาเพ็ญ ประทีปะวณิช ผู้ก่อตั้ง Bangkok AI Builder Hub เพื่อชี้แจงและวิเคราะห์เจาะลึกถึงประสิทธิภาพของโครงการ TH-AI Passport

โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการสาธิตระบบจริง (Live Demo) เป็นการวิเคราะห์ฟีเจอร์และฟังก์ชันการทำงานแทน เนื่องจากระบบดังกล่าวได้ถูกปิดการใช้งานไปอย่างกะทันหัน จากการวิเคราะห์ระบบ TH-AI Passport อย่างละเอียด จากผู้เชียวชาญทั้ง 3 คน ได้ข้อสรุปดังนี้

รศ.ดร.ธนชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตในเชิงเทคนิคและแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความคุ้มค่าของโครงการ “โดยเฉพาะประเด็นงบประมาณการลงทุนที่สูงถึง 1,600 ล้านบาท แต่ผลลัพธ์และประสิทธิภาพที่ได้กลับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เปิดให้ใช้งานฟรีโดยทั่วไป และพบว่า ความสามารถของ TH-AI Passport ในการใช้งานจริง ขาดความแม่นยำ และมีข้อจำกัดมากมาย ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเครื่องมือ AI ที่เปิดให้ใช้งานฟรีในตลาดโลก”

วรพจน์ ได้เสนอแนะว่า “ในมุมของโอกาสและตั้งคำถามว่า “การแจก AI ให้คนใช้ฟรี มันเพียงพอจริงหรือไม่” เพราะจริงๆแล้ว สิงคโปร์ เองก็มีแนวทางแจก AI Premium ฟรี 6 เดือน เช่นกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์ไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นแค่การ “แจก” แต่เขามองว่าสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ยุทธศาสตร์ประเทศ ซึ่งมาตรการที่ดูเรียบง่ายนี้ แต่สะท้อนวิธีคิดเชิงนโยบายที่ลึก นั่นคือแนวคิด “ให้ประชาชนเข้าถึง AI Tools ฟรี” แต่ TH-AI Passport มีเรื่องการเรียนก็จริง แต่ยังขาดการยกระดับทักษะของประชาชนที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านอาชีพและวัดผลได้จริง”

ดร.พิชชาเพ็ญ ได้ตั้งคำถามว่า “หากนำงบประมาณ 1,600 ล้านบาทไปลงทุนอย่างมีทิศทาง เพื่อสร้างภาพรวมให้กับประเทศไทย เพื่อได้ประโยชน์มากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ของประเทศ การสนับสนุนผู้ประกอบการ AI ไทย หรือการสร้างทักษะ AI เฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการชัดเจน เช่น กลุ่ม SME กลุ่มแรงงานจบใหม่ กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการประกอบอาชีพ กลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มพัฒนาแรงงานในระบบ”

การดี พบว่าคุณภาพของโครงการหลักพันล้านนี้ยังตามหลังอยู่อย่างมาก และ 3 ประเด็นหลักที่ต้องได้คำตอบก่อนโครงการเดินหน้าต่อ ดังนี้

1.ข้อพิรุธเรื่องการล็อกสเปก โดยข้อมูลนี้ได้รับจาก พรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตต่อสภาผู้แทนราษฎรว่ากระบวนการอนุมัติโครงการ TH-AI Passport มีความเร่งรัดผิดปกติ และเงื่อนไข TOR มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับจ้างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำคัญในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ ข้อสังเกตเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจังและโปร่งใส ก่อนที่จะมีการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติมใดๆ

2.การใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่า สร้างความเสียหายต่อรัฐ จากผลการทดสอบคุณภาพที่ด้อยกว่า AI เวอร์ชันฟรี ประกอบกับตัวอย่างโครงการของ OKMD ที่ใช้งบเพียง 2.4 ล้านบาท แต่ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าการใช้งบประมาณ 1,600 ล้านบาทของ TH-AI Passport ไม่เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า และก่อให้เกิดความเสียหายต่อเงินกองทุนของรัฐที่ควรนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้มากกว่านี้

3.ความผิดปกติจากหลัก TOR และวัตถุประสงค์ดั้งเดิมของโครงการ ซึ่งวัตถุประสงค์ตั้งต้นของ TH-AI Passport คือการมอบสิทธิการใช้งาน AI ระดับมืออาชีพให้ประชาชน 5 ล้านคน แต่ผลการทดสอบที่ผ่านมากลับแสดงให้เห็นว่าคุณภาพบริการต่ำกว่ามาตรฐาน AI ที่ใช้งานได้ฟรีทั่วไป ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ใน TOR ตั้งแต่ต้น และการประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเชิงพฤติกรรมต่างๆ ส่งผลกระทบความมั่นคงและอธิปไตยข้อมูล

การดี ยืนยันจุดยืนเดิมที่ได้เสนอผ่านกรรมาธิการมาอย่างต่อเนื่องว่า การใช้งบประมาณและเงินกองทุนของรัฐทุกบาท ต้องเป็นไปตามหลักการ คุ้มค่า + ประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ + โปร่งใส และจากหลักฐานที่ปรากฏ โครงการ TH-AI Passport ในรูปแบบปัจจุบันไม่ผ่านเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้

จึงขอเรียกร้องให้ สดช. ระงับการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มเติม และเปิดกระบวนการทบทวนโครงการอย่างเป็นทางการ โดยให้สมาคมวิชาชีพและภาคประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบในฐานะพยานอิสระ ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการต่อไปหรือใช้งบประมาณเพิ่มเติมแต่อย่างใด เพื่อระงับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อนที่เงินภาษีประชาชนจำนวน 1,600 ล้านบาท จะกลายเป็นเพียง บทเรียนราคาแพงของไทยอีกครั้ง

"เราจะนำเงินภาษี 1,600 ล้านบาท ไปลงทุนกับระบบที่มีประสิทธิภาพสู้ของฟรีไม่ได้ การเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปโดยไม่ทบทวน คือการนำงบประมาณประเทศไปละลายน้ำ เราต้องหยุด TH-AI Passport วันนี้ ก่อนที่ความเสียหายจะบานปลายไปมากกว่านี้" การดี กล่าว

การดี กล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า จะยื่นหนังสือถึง ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเรียกร้องให้ ยุติโครงการ TH-AI Passport และเปิดกระบวนการทบทวนอย่างเป็นทางการ โดยให้ครอบคลุมทั้ง 3 ประเด็นข้างต้น พร้อมเปิดเผยข้อมูลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน

การเสวนาครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณอย่างจริงจังไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง DE) และหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบความโปร่งใส ความคุ้มค่า และมาตรฐานทางเทคโนโลยีของโครงการระดับชาติอย่างเร่งด่วน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์