เช้าวันที่ 2 กันยายน 2569 ภาพของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ แล่นเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบัง จ.ชลบุรี พร้อมกำลังพลราว 5,000 นาย กลายเป็นภาพที่ทำให้เรื่องราวระหว่าง ‘ทหารอเมริกัน’ กับ ‘ประเทศไทย’ ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้ง
การเยือนครั้งนี้เป็นการแวะเยือนตามกำหนดการของกองเรือบรรทุกเครื่องบินอับราฮัม ลินคอล์น หลังปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องยาวนาน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าการเข้ามายังประเทศไทยเปิดโอกาสให้กำลังพลได้ ‘พักและฟื้นกำลัง’ ขณะที่หน่วยงานไทยเตรียมรองรับกำลังพลที่ทยอยขึ้นฝั่ง โดยเฉพาะพื้นที่ ‘พัทยา’ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแหลมฉบัง และเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการพักผ่อนของ ‘ทหารเรือสหรัฐฯ’ ในการเยือนครั้งนี้
ภาพที่เกิดขึ้นในปี 2569 จึงดูคล้ายกับภาพจากอดีตอย่างน่าประหลาด เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ทหารที่เดินทางมาจาก ‘สนามรบเวียดนาม’ หากเป็นกำลังพลจากภารกิจทางทะเลที่ยาวนานหลายเดือน และพื้นที่พักผ่อนก็ไม่ใช่เพียงเมืองตากอากาศเล็กๆ ริมทะเลเหมือนในอดีต แต่เป็นพัทยาเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติที่เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
คำถามสำคัญก็คือ เหตุใดพัทยาจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ทหารอเมริกันคุ้นเคยมาอย่างยาวนาน? และยิ่งไปกว่านั้น อะไรคือสิ่งที่หลงเหลือจากยุคที่ ‘ทหารสหรัฐฯ’ เดินทางเข้ามาพักผ่อนในประเทศไทย จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำเรื่อง ‘แสงสี-บันเทิง-เริงรมย์’ ที่ผูกติดกับการท่องเที่ยวไทยมาจนถึงปัจจุบัน
คำตอบอาจไม่ได้อยู่แค่ที่พัทยา หากต้องย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาของ ‘สงครามเย็น’ เมื่อประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อประเทศไทยกลายเป็น ‘พื้นที่พัก’ ของ ‘ทหารอเมริกัน’
ช่วง ‘สงครามเวียดนาม’ สหรัฐฯ ขยายบทบาททางทหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยก็กลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร ทั้งในด้านฐานทัพ สนามบิน และระบบส่งกำลังบำรุง
แต่เมื่อมีทหารจำนวนมากต้องปฏิบัติภารกิจเป็นเวลานาน อีกสิ่งหนึ่งที่กองทัพต้องจัดการควบคู่ไปกับการรบก็คือ สภาพร่างกายและจิตใจของกำลังพล นี่คือที่มาของคำว่า R&R — Rest and Recuperation หรือการพักผ่อนและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
ในทางทหาร การให้กำลังพลออกจากพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อพักผ่อน ถือเป็นกลไกด้านสวัสดิการและการดูแลกำลังพล ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสงครามเวียดนาม แต่สำหรับประเทศไทย R&R กลับสร้างผลกระทบที่ไกลเกินกว่าคำว่า ‘พักผ่อน’ เพราะทุกครั้งที่ทหารเดินทางออกจากฐานหรือพื้นที่ปฏิบัติการ พวกเขาต้องกิน ต้องเดินทาง ต้องพัก ต้องใช้บริการ และต้องมีสถานที่สำหรับใช้เวลาว่าง…ธุรกิจจึงเกิดขึ้นตามมา
เมื่อธุรกิจเกิดขึ้น ผู้คนก็เริ่มเข้ามาหาโอกาสทางเศรษฐกิจ จากนั้นพื้นที่บางแห่งก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ พื้นที่ท่องเที่ยว ไปจนถึงอุตสาหกรรมบริการ
‘พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์’ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การทหาร และนักเขียน อธิบายว่า การที่สหรัฐฯ เข้ามาใช้ประเทศไทยในช่วง ‘สงครามเย็น’ เกิดขึ้นจากบริบททางยุทธศาสตร์ เมื่อสงครามเวียดนามขยายตัว สหรัฐฯ ต้องการพื้นที่สำหรับสนับสนุนปฏิบัติการ โดยเฉพาะสนามบินและพื้นที่ทางทหาร ขณะเดียวกันกำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่องก็จำเป็นต้องมีช่วงเวลาพักผ่อน
หนึ่งในประสบการณ์สำคัญของ 'พล.อ. บัญชา' คือการเดินทางไปร่วมปฏิบัติการใน 'สงครามเวียดนาม' ซึ่งเป็นสมรภูมิที่ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นพื้นที่พักผ่อน (R&R) ที่เต็มไปด้วยความสงบผ่อนคลาย แต่สภาพแวดล้อมใน 'เวียดนาม' ยุคนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด บรรยากาศของสงครามและอันตรายซุ่มซ่อนอยู่ทุกตารางนิ้ว แม้กระทั่งในตัวเมืองอย่างไซง่อนหรือตามหมู่บ้านต่างๆ การออกไปผ่อนคลายของทหารอเมริกันในเวียดนามจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ไม่สามารถเสพสุขกับแสงสีได้อย่างวางใจเหมือนการมาเยือนเมืองไทย
ประเทศไทยจึงมีข้อได้เปรียบในเวลานั้น ทั้งเรื่องระยะทาง ความปลอดภัยเมื่อเทียบกับพื้นที่สงคราม และสภาพแวดล้อมที่สามารถรองรับการพักผ่อนของกำลังพลได้…หนึ่งในพื้นที่ที่โดดเด่นที่สุดคือ ‘พัทยา’
การเติบโตแบบร่วมสมัยของ ‘พัทยา - พัฒน์พงศ์ - คาวบอย'
หาก ‘พัทยา’ คือภาพของเมืองชายทะเลที่เติบโตขึ้นจากการเป็นพื้นที่พักผ่อนของทหารอเมริกัน อีกด้านหนึ่งของเรื่องราวกลับเกิดขึ้นใน ‘กรุงเทพมหานคร’ นั่นคือย่าน ‘พัฒน์พงศ์’ พื้นที่ธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะ เมื่อบริษัทและชาวต่างชาติเข้ามาตั้งกิจการในพื้นที่มากขึ้น ย่านดังกล่าวจึงค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่ที่มีความคึกคักและมีชาวต่างชาติหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก
ว่ากันว่าในยุคสงครามเย็น นอกจากบริษัทตะวันตกที่เข้ามาเช่าพื้นที่อาคารเพื่อประกอบกิจการแล้ว ยังมีเรื่องเล่าถึงการเข้ามาใช้พื้นที่ของหน่วยงานด้านความมั่นคงสหรัฐฯ อย่าง สำนักข่าวกรองกลาง หรือ CIA (Central Intelligence Agency) ในลักษณะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะอยู่ด้วย
ในช่วงที่ทหารอเมริกันเข้ามาปฏิบัติภารกิจในภูมิภาค พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นหนึ่งในจุดที่สามารถรองรับการพักผ่อนและการใช้เวลาว่างของชาวต่างชาติได้ ‘พัฒน์พงศ์’ จึงไม่ได้เป็นเพียงย่านธุรกิจ หากค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ ‘แสงสี’ ของกรุงเทพฯ และมีชื่อเสียงอย่างมากในเวลาต่อมา
อีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกพูดถึงเสมอเมื่อกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของย่านบันเทิงกรุงเทพฯ คือ ‘ซอยคาวบอย’ มีเรื่องเล่าที่แพร่หลายระบุว่า ชื่อ ‘คาวบอย’ มาจากอดีตทหารอากาศอเมริกันชื่อ ที. จี. เอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งมีฉายาว่าคาวบอย เพราะมักสวมหมวกคาวบอยเป็นประจำ ก่อนเปิดบาร์ชื่อ ‘คาวบอย’ ในพื้นที่ และชื่อของบาร์ก็ค่อยๆ กลายมาเป็นชื่อเรียกของซอยในเวลาต่อมา
ดังนั้น ในหลายๆ มิติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพัฒน์พงศ์ ซอยคาวบอย หรือพัทยา พื้นที่เหล่านี้จึงมีเรื่องราวร่วมกันทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ และภาพการเติบโตของธุรกิจบริการและความบันเทิง ที่ยังคงพบเห็นและขยับขยายจนกลายเป็นย่านธุรกิจสำคัญไป
ทหารก็เหมือน ‘นักท่องเที่ยว’ ในระบบเศรษฐกิจ
‘พล.อ.บัญชา’ มองว่า เมื่อทหารอเมริกันเดินทางออกจากพื้นที่ทหารเพื่อพักผ่อน พฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแทบไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป พวกเขาต้องเดินทาง ต้องรับประทานอาหาร ต้องหาที่พัก และต้องใช้จ่ายเพื่อความบันเทิง รายได้จึงไม่ได้อยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่กระจายไปถึงคนตัวเล็กๆ ในพื้นที่ ตั้งแต่คนขับรถ ผู้ให้บริการขนส่ง ร้านอาหาร ที่พัก ไปจนถึงธุรกิจบริการอื่นๆ
ในมุมนี้ ‘R&R’ จึงมีความหมายมากกว่ากลไกด้านสวัสดิการของกองทัพ เพราะมันกลายเป็น เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจขนาดย่อม ที่ทำให้เกิดความต้องการใหม่ในพื้นที่ และเมื่อมีความต้องการ ธุรกิจก็เข้ามาตอบสนอง ‘พัทยา’ เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด
จากพื้นที่ชายทะเลที่ไม่ได้มีอุตสาหกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่เหมือนปัจจุบัน พัทยาค่อยๆ มีธุรกิจและบริการเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับคนที่เข้ามาพักผ่อน และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเริ่มเกิดขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นก็สามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้เช่นกัน นี่คือจุดที่ ‘การพักทัพ’ เริ่มเชื่อมต่อเข้ากับ ‘การท่องเที่ยว’
เมื่อถามว่า R&R ในยุคสงครามเย็นแตกต่างจากการพักผ่อนของทหารอเมริกันในยุคปัจจุบันหรือไม่ พล.อ.บัญชามองว่า หลักการพื้นฐานแทบไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามเวียดนาม สงครามอิรัก หรือภารกิจทางทหารในยุคปัจจุบัน เมื่อกำลังพลต้องทำงานอย่างหนักและอยู่ในภาวะกดดัน ก็จำเป็นต้องมีช่วงเวลาสำหรับพักผ่อนและฟื้นฟูสภาพจิตใจ
ดังนั้น ภาพของ USS Abraham Lincoln ที่นำกำลังพลราว 5,000 นายเข้ามาพักในประเทศไทยในปี 2569 จึงมีความคล้ายกับกลไกในอดีตอย่างน่าสนใจ ต่างกันเพียงบริบทของสงคราม เทคโนโลยี และรูปแบบการปฏิบัติภารกิจ แต่หลักการยังเหมือนเดิม ทหารต้องพัก และเมื่อทหารพัก ก็เกิดเศรษฐกิจรอบตัวพวกเขา
อย่างที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ระบุว่าการเดินทางมายังแหลมฉบังครั้งนี้เปิดโอกาสให้กำลังพลได้พักและฟื้นกำลัง หลังการปฏิบัติภารกิจเป็นเวลานาน ขณะที่หน่วยงานไทยคาดว่าการใช้จ่ายของกำลังพลจะช่วยกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่ โดยเฉพาะพัทยา ภาพดังกล่าวจึงทำให้เส้นแบ่งระหว่างอดีตกับปัจจุบันน่าสนใจขึ้นอีกครั้ง เพราะเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเติบโตขึ้นจากการรองรับทหารอเมริกัน วันนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และกำลังต้อนรับทหารอเมริกันอีกครั้ง
ก่อน 'ทหารอเมริกัน' วัฒนธรรมอเมริกันก็มาถึงไทยแล้ว
อย่างไรก็ตาม 'พล.อ.บัญชา' ไม่ได้มองว่าทุกอย่างเริ่มต้นจากสงครามเวียดนามเสียทีเดียว เพราะวัฒนธรรมอเมริกันเข้ามาสู่สังคมไทยก่อนหน้านั้นแล้ว หลัง ‘สงครามโลกครั้งที่ 2’ ภาพยนตร์ เพลง และวัฒนธรรมสมัยนิยมจากสหรัฐฯ เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทย คนรุ่น Baby Boomer เติบโตมากับภาพยนตร์และดนตรีตะวันตก ขณะที่เมื่อทหารและที่ปรึกษาทางทหารอเมริกันเข้ามาอยู่ในประเทศไทย อิทธิพลเหล่านั้นก็ยิ่งปรากฏให้เห็นชัดขึ้น
อดีตนายทหารผ่านศึก เล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวว่า เมื่อเข้ารับราชการทหาร เขาได้พบกับที่ปรึกษาทางทหารอเมริกัน และคุ้นเคยกับวัฒนธรรมอเมริกันผ่านดาราฮอลลีวูดและศิลปิน อาทิ จอห์น เวย์น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่เพียงในระดับรัฐบาลหรือกองทัพ แต่แทรกซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวันของคนไทยด้วย
ภาพจำของเขา จำได้ว่านักดนตรีไทยจำนวนไม่น้อย เล่นเพลงตะวันตกตามพื้นที่ที่มีทหารอเมริกันเข้ามาประจำการหรือพักผ่อน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการนำเพลงมาเล่นเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ค่อยๆ ซึมเข้าสู่สังคมไทย จากเพลงและภาพยนตร์ ไปจนถึงการแต่งกาย อาหาร ภาษา และรูปแบบการใช้ชีวิต ‘สงคราม’ จึงไม่ได้เปลี่ยนเพียงภูมิศาสตร์ทางการเมืองของภูมิภาค แต่ยังเปลี่ยน ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม ของไทยด้วย
ให้หลังพ้นยุคของสงครามอุดมการณ์ ‘ชาวต่างชาติ’ ก็ต่างเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการบอกต่อ คนที่มาแล้วกลับไปเล่าให้ฟัง ‘พล.อ.บัญชา’ มองว่า ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้ประเทศไทยค่อยๆ เป็นที่รู้จักในฐานะจุดหมายปลายทางของต่างชาติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมองย้อนกลับไป การเติบโตของการท่องเที่ยวไทยจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง ไม่ใช่เพียงธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงทะเล ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐาน และไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ของรัฐ
แต่เป็นผลจากการที่ผู้คนเดินทางเข้ามา แล้วเกิดระบบเศรษฐกิจและวัฒนธรรมรองรับพวกเขา จากนั้นคนกลุ่มใหม่ก็เข้ามาใช้บริการเหล่านั้น ระบบก็ขยายตัว และในที่สุด สิ่งที่เคยเกิดขึ้นเพื่อรองรับทหารอเมริกันบางส่วน ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้รองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก ‘R&R’ สู่ ‘Tourism’
‘มรดกแสงสี’ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ท่องเที่ยวไทย’
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของทหารอเมริกันในประเทศไทย อาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า ‘สงคราม’ เพียงคำเดียว เพราะสงครามเย็นสร้างทั้งโครงสร้างทางทหาร สร้างการเดินทางของผู้คน และสร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นรอบๆ การเคลื่อนย้ายเหล่านั้น
‘พล.อ.บัญชา’ มองว่า เรื่องทั้งหมดนี้ท้ายที่สุดแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกลไกของสังคมโลก ขณะที่สิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ คือวิถีชีวิตและความเป็นมิตรของคนไทย ซึ่งกลายเป็นส่วนสำคัญของภาพจำที่ชาวต่างชาติมีต่อประเทศไทย
ดังนั้น หากจะถามว่าอะไรคือ ‘มรดก’ ที่สงครามเย็นทิ้งไว้ให้ประเทศไทย คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงฐานทัพหรือยุทโธปกรณ์ แต่อาจรวมถึง เมือง ธุรกิจ วัฒนธรรม และระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากการเดินทางของผู้คนในช่วงเวลานั้น
‘แสงสี’ ที่เกิดขึ้นเพื่อรองรับทหารในวันวาน อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในยุคสงคราม แต่บางส่วนถูกส่งต่อ ปรับเปลี่ยน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในเวลาต่อมา
ในวันที่ USS Abraham Lincoln แล่นเข้าสู่แหลมฉบังอีกครั้งในปี 2569 ภาพของทหารอเมริกันที่กำลังเดินทางไปพักผ่อนในพัทยาจึงเหมือนการเปิดหน้าประวัติศาสตร์อีกครั้ง ให้คนปัจจุบันได้เห็นความเป็นไปอีกครั้งหนึ่ง…





