เรือรบหนึ่งลำอาจไม่ได้สะท้อนแค่ศักยภาพทางทหาร แต่ยังสะท้อนวิธีคิด วิธีวางแผน และความต่อเนื่องขององค์กรตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อ “โครงการเรือฟริเกต” ของกองทัพเรือเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ คำถามจึงไม่ได้มีเพียงว่า “ใครจะได้ต่อเรือ” แต่ยังมีโจทย์เรื่องงบประมาณ แผนระยะยาว ประสบการณ์ของผู้ผลิต และเหตุผลของการเลือกที่ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจอย่างชัดเจน
ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงกรณีการจัดหาเรือฟริเกตของกองทัพเรือ โดยมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ปี มีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ มุมมองของฝ่ายการเมืองต่อภัยคุกคาม ความไม่ต่อเนื่องภายในกองทัพเรือ ตลอดจนความไม่ชัดเจนของแผนพัฒนาขีดความสามารถทางเรือ
งบประมาณ-การเมือง ทำแผนเรือฟริเกตสะดุด
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า สาเหตุแรกมาจากงบประมาณในการจัดหาเรือฟริเกตซึ่งเป็นวงเงินสูง ขณะที่ฝ่ายการเมืองในแต่ละยุคประเมินสถานการณ์ภัยคุกคามแตกต่างกัน และให้ความสำคัญกับการค้าขาย ปากท้อง และเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า ส่งผลให้งบประมาณด้านความมั่นคงบางส่วนถูกโยกไปใช้กับโครงการอื่น รวมถึงโครงการเรือดำน้ำ
เขามองว่า เมื่อกองทัพเรือได้รับงบประมาณจำกัด จึงต้องพยายามเลือกว่าจะจัดหาอะไรได้บ้าง แต่แนวทางดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับหลักการวางแผนระยะยาว เพราะการจัดหายุทโธปกรณ์แต่ละประเภทควรยึดโยงกับแผนพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพอย่างเป็นระบบ
ผบ.ทร.เปลี่ยนถี่ กระทบความต่อเนื่ององค์กร
อีกปัจจัยสำคัญคือความไม่ต่อเนื่องภายในกองทัพเรือ โดย ผศ.ดร.วันวิชิตตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา มีผู้บัญชาการทหารเรือถึง 6 คน หรือเฉลี่ยคนละประมาณ 1 ปี ทำให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละคนมีวาระและแนวทางการทำงานของตัวเอง ขณะที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่างต้องปรับตัวตามทิศทางที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ภาวะเฉยชาและขาดแรงขับเคลื่อน
นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งภายในกองทัพเรือในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเมื่อผู้บังคับบัญชาคนใหม่เข้ามา อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาคนก่อนดำเนินการไว้ ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบายและแผนงาน
แนะทำ “สมุดปกขาว” 10 ปี ลดการผูกแผนไว้กับตัวบุคคล
ผศ.ดร.วันวิชิตเปรียบเทียบกับกองทัพอากาศ ซึ่งมีแนวทางจัดทำสมุดปกขาวเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาขีดความสามารถ โดยเห็นว่ากองทัพเรือควรมีกรอบแผนงานที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นแผนในช่วงปี 2571-2573 หรือแผนระยะยาว 10 ปี ว่าจะพัฒนาขีดความสามารถด้านใด จะปลดประจำการเรือประเภทใด และจะจัดหาอะไรเพิ่มเติม เพื่อให้ฝ่ายการเมือง รัฐบาล และกรรมาธิการงบประมาณเห็นความจำเป็นและสามารถยึดโยงกับแผนดังกล่าวได้
แนวทางนี้จะช่วยลดการผูกแผนงานเข้ากับตัวบุคคล เพราะแม้ผู้บัญชาการทหารเรือจะเปลี่ยนแปลง แต่ทิศทางหลักของกองทัพยังสามารถเดินหน้าตามนโยบายและแผนที่วางไว้ได้
ปม ‘Hanwha Ocean’ กับข้อเสนอ Offset ที่ต้องตอบให้ชัด
สำหรับประเด็นการจัดหาเรือฟริเกตครั้งล่าสุด ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าวว่า สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ตอบแทน หรือ Offset Policy ของบริษัทที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยบริษัท Hanwha Ocean เสนอ Offset ในระดับประมาณ 20% ซึ่งอยู่ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ขณะที่บริษัทอื่นเสนอผลประโยชน์ในสัดส่วนที่สูงกว่า
ตัวอย่างเช่น Hyundai ซึ่งเสนอประมาณ 40% ขณะที่ NAVANTIA จากสเปนเสนอการต่อเรือในประเทศไทย 100% อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือให้เหตุผลว่าต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของข้อเสนอด้วย โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างการจ่ายจริงกับเครดิต Offset ว่าสามารถดำเนินการได้จริงเพียงใด
ผศ.ดร.วันวิชิตยังตั้งข้อสังเกตถึงประสบการณ์ของ Hanwha Ocean ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้ชื่อ Daewoo โดยเชื่อมโยงกับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องติดตามและแก้ไข จึงกลายเป็นคำถามในความรู้สึกของประชาชนว่า เหตุใดจึงกลับมาได้รับความไว้วางใจอีกครั้ง
ต่อเรือไทย 100% ทำได้แค่ไหน? โจทย์ใหญ่คือคนและเทคโนโลยี
กรณีข้อเสนอให้ต่อเรือในประเทศไทย 100% ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า หากจะเดินหน้าแนวทางดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะช่างเทคนิคและช่างเชื่อมฝีมือสูง ซึ่งปัจจุบันยังมีจำนวนจำกัด
ดังนั้น หากจะลงทุน ก็ควรมองไปถึงการยกระดับขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว จากการต่อในประเทศบางส่วนเพิ่มขึ้นไปจนถึงเป้าหมายที่สูงขึ้น เพื่อให้ในอนาคตเงื่อนไขการจัดซื้อสามารถกำหนดให้เรือลำแรกต่อในประเทศผู้ผลิต และเรือลำต่อไปต่อในประเทศไทยได้
ขณะเดียวกัน กองทัพเรือระบุถึงเงื่อนไขพิเศษเพิ่มเติมของเรือที่จะได้รับ เช่น ระบบอาวุธ ระบบเรดาร์ และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน เพื่อให้เรือยังมีขีดความสามารถที่สอดคล้องกับแนวโน้มการรบสมัยใหม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องนำมาเปรียบเทียบกับข้อเสนอของบริษัทอื่นด้วย
จับตา “บริษัทแพ้ฟาวล์” อุทธรณ์สู้–ทร.ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า สิ่งที่ต้องติดตามอีกประเด็นคือการอุทธรณ์ของบริษัทที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Hyundai และ NAVANTIA ซึ่งมีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมต่อเรือระดับโลก และกำลังพยายามรักษาชื่อเสียงของตัวเองจากผลการพิจารณาด้านเทคนิค
ท้ายที่สุด การอุทธรณ์จะขึ้นอยู่กับคำชี้แจงของกองทัพเรือและการพิจารณาของกรมบัญชีกลางว่าจะรับฟังเหตุผลและเอกสารที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ขณะที่กองทัพเรือในฐานะผู้ใช้งานโดยตรงก็ต้องตอบให้ได้ว่า หากใช้งบประมาณในระดับดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มากกว่าที่มีอยู่เดิมอย่างไร รวมถึงต้องต่อรองผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
ประสบการณ์ต่อเรือยังเป็นคำถาม แม้ไม่ใช่บริษัทที่ “กระจอก”
สำหรับ Hanwha Ocean ผศ.ดร.วันวิชิตอ้างข้อมูลจากการพูดคุยกับ อนาลโย กอสกุล แห่ง ThaiArmedForce.com ว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญด้านเรือดำน้ำ แต่เมื่อเปรียบเทียบประสบการณ์ด้านเรือฟริเกตกับบางบริษัท อาจยังมีข้อจำกัด
เขายกกรณีสัญญาเรือดำน้ำกับอินโดนีเซีย ซึ่งมีแผน 6 ลำ แต่ดำเนินการไป 3 ลำก่อนที่อินโดนีเซียจะยกเลิกสัญญา เพื่อชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์และผลงานในต่างประเทศเป็นอีกองค์ประกอบที่ควรนำมาพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิตย้ำว่า Hanwha Ocean ไม่ใช่บริษัทที่ไม่มีความสามารถ แต่เป็นบริษัทที่มีจุดแข็ง เพียงแต่เมื่อเทียบเรื่องประสบการณ์การต่อเรือในต่างประเทศกับคู่แข่งบางรายอาจมีข้อแตกต่างกัน เช่น NAVANTIA จากสเปน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านคุณภาพ ขณะที่สิงคโปร์สามารถพัฒนาขีดความสามารถจนต่อเรือฟริเกตใช้เองได้แล้ว
ข่าวลือรู้ชื่อผู้ชนะล่วงหน้า ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกระบวนการประมูล
อีกประเด็นที่ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่าน่าตั้งคำถามคือกระแสข่าวตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีการเผยแพร่ชื่อบริษัทที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นผู้ชนะก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ
เขาตั้งข้อสังเกตว่า การแข่งขันครั้งนี้มีบริษัทระดับใหญ่ในอุตสาหกรรมต่อเรือเข้าร่วมหลายราย แต่กลับมีกระแสข่าวระบุชื่อผู้ชนะล่วงหน้า และท้ายที่สุดผลก็ออกมาในทิศทางเดียวกับข่าวที่เผยแพร่ก่อนหน้านั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรอธิบายต่อสาธารณะให้เกิดความชัดเจน
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งยังมีรายละเอียดที่ต้องแก้ไข เช่น ประเด็นระบบปืน Phalanx และเครื่องยนต์ ยิ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หากบริษัทเดิมได้รับงานต่อ จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดิมได้อย่างไร
กองทัพเรือไม่ได้ผิดฝ่ายเดียว ฝ่ายการเมืองต้องตอบเรื่องวิสัยทัศน์
ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า กองทัพเรือต้องการเรือฟริเกตอย่างน้อยเป็นคู่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการทางยุทธวิธีทางทะเล เนื่องจากการมีเรือเพียงลำเดียวไม่เพียงพอ ขณะที่แผนเดิมกำหนดเป้าหมายไว้ 8 ลำ
เขาเห็นว่า ปัญหานี้ไม่สามารถโทษกองทัพเรือฝ่ายเดียว เพราะฝ่ายการเมืองก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะการโยกงบจากแผนจัดหาเรือฟริเกตไปยังโครงการเรือดำน้ำ แม้เรือดำน้ำจะมีประโยชน์ในภารกิจทางทะเล แต่เรือฟริเกตก็มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการหลายมิติและสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางทะเลได้เช่นกัน
ผศ.ดร.วันวิชิตยังชี้ว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคกำลังเปลี่ยนแปลง ทั้งประเด็นไทย-กัมพูชา บทบาทของมหาอำนาจในอินโด-แปซิฟิก และการที่หลายประเทศในภูมิภาคเร่งยกระดับขีดความสามารถทางเรือ ทำให้ไทยจำเป็นต้องกลับมาทบทวนการพัฒนากองทัพเรืออย่างจริงจัง
ดันอุตสาหกรรมต่อเรือไทย เดินทีละขั้นสู่การพึ่งพาตัวเอง
สำหรับแนวทางระยะยาว ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า อู่ราชนาวีของกองทัพเรือมีศักยภาพที่จะพัฒนาให้สามารถต่อเรือได้มากขึ้น แต่ต้องยกระดับบุคลากร เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาช่างฝีมือและช่างเทคนิคด้านการต่อเรือ
เขาเสนอให้เริ่มจากเรือที่มีขนาดและความซับซ้อนน้อยกว่า เช่น เรือคอร์เวต ซึ่งไทยมีประสบการณ์ในการต่อเรือใช้งานเองอยู่แล้ว ก่อนค่อย ๆ ยกระดับไปสู่เรือขนาดใหญ่ขึ้น โดยภาครัฐสามารถสนับสนุนงบประมาณให้กองทัพเรือและภาคเอกชนพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน
หัวใจสำคัญคือ กองทัพเรือต้องมี “สมุดปกขาว” ที่กำหนดทิศทางอย่างชัดเจนในระยะ 10 ปี ทั้งจำนวนเรือที่จะปลดประจำการ การจัดหาเรือใหม่ และเป้าหมายด้านขีดความสามารถ เพื่อให้แผนงานมีความต่อเนื่องไม่ว่าผู้บัญชาการทหารเรือหรือรัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
“ไม่ล้มประมูล” แต่คำถามคือ “ดีที่สุดหรือไม่”
เมื่อถูกถามว่าจากประเด็นทั้งหมดมีโอกาสที่การประมูลจะถูกล้มหรือไม่ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น หากพิจารณาจากคุณสมบัติตามเอกสาร เพราะ Hanwha Ocean ผ่านเงื่อนไขที่กำหนดไว้ครบถ้วน จึงเป็นเรื่องยากที่จะยกเลิกการประมูลเพียงเพราะเกิดกระแสตั้งคำถามภายหลัง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังเป็นคำถามคือ แม้จะผ่านเกณฑ์ทั้งหมด แต่ “ดีที่สุด” หรือไม่ และเหตุผลในการตัดสินใจเลือกมีความสมเหตุสมผลเพียงใด เพราะหากยกเลิกการประมูลทั้งที่บริษัทผ่านคุณสมบัติครบถ้วน บริษัทผู้ชนะก็สามารถโต้แย้งเรื่องความเป็นธรรมได้เช่นกัน
ส่วนบริษัทที่ไม่ผ่านการคัดเลือกก็มีสิทธิอุทธรณ์ โดยเฉพาะกรณีที่เห็นว่าตนเองแพ้จากเหตุผลด้านเทคนิคหรือเอกสารที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะแต่ละบริษัทเป็นผู้ประกอบการระดับใหญ่และย่อมให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตัวเอง
ปม ‘เรือฟริเกต’ จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า บริษัทใดจะได้ต่อเรือ แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความต่อเนื่องของแผนกองทัพเรือ การจัดสรรงบประมาณของฝ่ายการเมือง เหตุผลด้านเทคนิคและ Offset ประสบการณ์ของผู้ชนะ ไปจนถึงความโปร่งใสและความสมเหตุสมผลของกระบวนการคัดเลือก
ขณะที่โจทย์ระยะยาวคือการทำให้กองทัพเรือมีแผนพัฒนาที่ชัดเจนและต่อเนื่อง พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือและบุคลากรของไทย เพื่อให้การจัดหายุทโธปกรณ์ไม่ได้จบเพียงการได้ “เรือหนึ่งลำ” แต่กลายเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านความมั่นคงทางทะเลของประเทศในระยะยาว




