แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งข้อครหาทางการเมือง ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน และสัญญาณเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นรัฐบาลที่ยังคงเดินหน้าต่ออย่างมั่นใจ จนเกิดคำถามว่าเหตุใด “นายกฯ หนู ยังเริงร่า” ท่ามกลางมรสุมที่โหมกระหน่ำจากหลายทิศทาง
วงสนทนาในรายการ Deep SPACE Special วิเคราะห์ตรงกันว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคลี่คลายปัญหา แต่เป็นเพราะรัฐบาลยังมีฐานอำนาจทางการเมืองที่แข็งแรงเพียงพอจะรับมือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในเวลานี้
ปมการเมืองและการจัดวางรัฐมนตรี ถูกตั้งคำถามหนัก
หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งถูกมองว่าเกิดจากการต่อรองทางการเมืองมากกว่าการคัดเลือกบุคคลตามความเหมาะสมกับภารกิจของประเทศ
ผู้ร่วมรายการตั้งข้อสังเกตว่า หลายตำแหน่งสำคัญถูกจัดสรรตามโควตาพรรคการเมือง โดยไม่ได้ยึดโจทย์การแก้ปัญหาประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้บางกระทรวงขาดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก
ขณะเดียวกัน ปัญหาและข้อครหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีและกระทรวงในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ภาพลักษณ์ของ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ถูกจับตามากกว่าพรรคร่วมรัฐบาลอื่น
“สื่อ” ยังเป็นเกราะสำคัญของรัฐบาล
อีกเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “บทบาทของสื่อมวลชน”
ผู้ร่วมรายการมองว่า หากเป็นรัฐบาลหรือผู้นำทางการเมืองคนอื่นที่เผชิญปัญหาในระดับเดียวกัน อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงกว่านี้ แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังได้รับการสนับสนุนหรือการอธิบายจากสื่อบางส่วนอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงกดดันทางการเมืองไม่รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น
พร้อมกันนั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า สื่อควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากละทิ้งบทบาทดังกล่าว ระบบถ่วงดุลทางการเมืองจะอ่อนแอลง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพประชาธิปไตยในระยะยาว
เสียงในสภาฯ ยังแน่น ต่อให้ซักฟอกก็ล้มรัฐบาลยาก
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรียังคงมั่นใจ คือความแข็งแกร่งของเสียงสนับสนุนในรัฐสภา
ผู้ร่วมรายการประเมินว่า แม้ฝ่ายค้านจะเตรียมข้อมูลจำนวนมากเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลผสมในปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจผ่านกลไกรัฐสภายังมีน้อย เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยังมีแรงจูงใจที่จะรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้
นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านเองก็ยังไม่สามารถสร้างภาพของ “ทางเลือกใหม่” ที่ชัดเจนได้ ขณะที่หลายพรรคยังอยู่ในช่วงสะสมพลังทางการเมือง ส่งผลให้รัฐบาลยังไม่เผชิญแรงท้าทายที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจในระยะสั้น
ศึกใหญ่รออยู่หลังเปิดสภาฯ
แม้รัฐบาลจะยังมีเสถียรภาพ แต่ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯ ครั้งถัดไปจะเป็นบททดสอบสำคัญ เพราะต้องเผชิญกับหลายวาระสำคัญ
- การติดตามการใช้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท
- แผนลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
- การพิจารณางบประมาณรายจ่าย
- การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
- การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ผู้ดำเนินรายการมองว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ย่อมตระหนักถึงความท้าทายเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ยังเชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพเพียงพอที่จะประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้
ตัวเลขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง
นอกจากประเด็นการเมืองแล้ว เศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ
ผู้ร่วมรายการหยิบยกข้อมูลการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นมาวิเคราะห์ โดยพบว่ามีประชาชนจำนวนมากที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงาน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า มีประชาชนราว 11 ล้านคนที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ขณะที่กลุ่มอายุ 41-50 ปี มีมากกว่า 2.8 ล้านคน และกลุ่มอายุ 51-60 ปี มีมากกว่า 4 ล้านคน ซึ่งล้วนอยู่ในวัยที่ควรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ
ผู้ร่วมรายการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง หรือก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร หากยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนมากที่มีรายได้ต่ำและต้องพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือ แต่อยู่ที่การสร้างผลิตภาพ
วงสนทนายังมองว่า การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการแจกสวัสดิการ
โจทย์สำคัญคือการยกระดับผลิตภาพแรงงานและสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเพิ่มรายได้จนหลุดพ้นจากระบบสวัสดิการได้ในอนาคต หากรัฐยังใช้วิธีเยียวยาระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ปัญหาความยากจนจะยังคงอยู่ต่อไป และภาระงบประมาณของรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
แรงงานต่างชาติ นอมินี และเศรษฐกิจสีเทา ถูกมองเป็นความเสี่ยงระยะยาว
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง
ผู้ร่วมรายการมองว่า ในหลายภาคส่วน แรงงานต่างชาติกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับหลุดออกจากระบบการผลิตหรือมีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ
พร้อมกันนั้นยังมีความกังวลต่อปัญหานอมินี ธุรกิจสีเทา และช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว
“เริงร่า” เพราะการเมืองยังคุมเกมได้ แต่เศรษฐกิจคือโจทย์ใหญ่ที่หนีไม่พ้น
บทวิเคราะห์ในรายการชี้ว่า เหตุผลที่ “รัฐบาลอนุทิน” ยังคงแสดงความมั่นใจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ไม่ได้หมายความว่าปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เกิดจากการที่รัฐบาลยังมีฐานอำนาจทางการเมืองที่แข็งแรง ทั้งเสียงสนับสนุนในสภา ความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล และการที่ฝ่ายค้านยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองได้มากพอ
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การอภิปรายในสภาหรือเกมต่อรองทางการเมือง แต่อยู่ที่ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนผู้มีรายได้น้อยที่เพิ่มขึ้น คุณภาพแรงงานที่ถดถอย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่กำลังถูกตั้งคำถาม
หากรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นให้กลายเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวได้ ความกดดันในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงแรงวิจารณ์ทางการเมือง แต่จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยตรง




