ปรากฏการ ‘ล้มตู่ชูป้อม’
ย้อนกลับปี 64 ที่เกิดปฏิบัติการ ‘ล้มนายกฯ’ ขึ้นในสภาฯ ที่มาจากฝั่งเดียวกันเอง นั่นคือ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ที่รวม ‘บ้านใหญ่-ตระกูลการเมือง’ ไว้จำนวนมาก ซึ่ง พปชร. ถูกมองเป็น ‘พรรคเฉพาะกิจ’ ที่สืบทอดอำนาจให้ คสช. ซึ่ง พปชร. ในช่วงแรกผ่านฉาก ‘สี่กุมาร’ นำโดย อุตตม สาวนายน , สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่เป็น ‘มือเทคโนแครต’ ยุค คสช. ก่อนที่ ‘บิ๊กป้อม’พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะทำการ ‘ยึดพรรคคืน’
การเข้ามาของ ‘บิ๊กป้อม’ อย่างเป็นทางการ นำมาสู่การ ‘จัดขั้วอำนาจ’ ในพรรคใหม่ บทบาท ‘สี่กุมาร’ ได้หายไป เท่ากับว่า พปชร. เป็นภาพ ‘บิ๊กป้อม’ อย่างชัดเจน ตามสูตรอำนาจ ‘3ป.บูรพาพยัคฆ์’ ที่แบ่งหน้าที่ในยุคนั้น คือ ‘บิ๊กป้อม’ ทำหน้าที่ ‘ฝ่ายการเมือง’ ในบทบาท ‘Mr.ดีล’ เปรียบเป็น ‘ผู้จัดการรัฐบาล’
ขณะที่ ‘บิ๊กตู่’พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ทำหน้าที่ ‘ฝ่ายบริหาร’ คุม ‘กองทัพ-ตำรวจ’ และ ‘บิ๊กป๊อก’พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตำนาน รมว.มหาดไทย 9 ปี คุมส่วนราชการ ‘ภูมิภาค-ท้องถิ่น’
คลื่นใต้น้ำ พปชร. สั่นสะเทือนเก้าอี้ พล.อ.อนุพงษ์ คนแรก ผ่านการกดดันให้เปลี่ยน มท.1 เป็น พล.อ.ประวิตร แทน โดยอ้างเรื่องการทำพื้นที่ปูทางสู่เลือกตั้ง พร้อมอ้างว่า พล.อ.อนุพงษ์-ประยุทธ์ ห่างเหิน สส. แต่ ‘ข้อเสนอ’ ไม่ได้รับการ ‘สนอง’
จึงลุกลามมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านศึก ‘อภิปรายไม่ไว้วางใจ’ ที่มีการ ‘ก่อกบฏ’ ขึ้นภายใน ชนวนเหตุสำคัญ มาจากที่ ‘บิ๊กป้อม’ ถูกริบอำนาจ จนกระทบ ‘เครือข่ายบิ๊กป้อม’ ทั้งอดีต ‘บิ๊กทหาร-ตำรวจ’ และ ‘ฝ่ายการเมือง’ ภายใน พปชร. ที่ผสมโรงกัน
แต่มี ‘ผู้นำสาร’ ไปบอก พล.อ.ประยุทธ์ จึงทำให้ ‘ไหวตัวทัน’ รีบแก้เกมทันที
จึงทำให้ศึกในสภาฯ ไม่เข้มข้นเท่าศึกนอกสภาฯ ที่มีการเข้า-ออก ‘บ้านป่ารอยต่อ’ เพื่อเคลียร์กันให้จบ เปรียบเป็นศึก ‘สายเลือด จปร. - เตรียมทหาร’ ระหว่าง ‘พี่น้อง’ ที่มี ‘ตัวละครเดินเรื่อง’ หลัก ที่ไม่ใช่ ‘บิ๊กป้อม’ รวมทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เรียกแกนนำ พปชร. อีกขั้ว มารวมพล ‘เช็กเสียง สส.’ และเคลียร์ใจกับ สส. ว่าจะปรับปรุงการทำงาน ใกล้ชิด สส. มากขึ้น
สิ่งที่ชัดที่สุด คือ การหักหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ในสภาฯ เพราะได้เสียงไว้วางใจน้อยกว่า ‘รัฐมนตรี’ คนอื่นๆ เมื่อเช็กก็พบว่า ‘เสียงพรรคเล็ก’ หายไป เป้าจึงตกไปที่ ‘คนคุมพรรคเล็ก’ นั่นเอง
รอยร้าว 3ป. รูปถ่าย ‘ฟื้นสัมพันธ์’
สถานการณ์ภายใน พปชร. มีการ ‘วัดพลัง’ อยู่เรื่อยๆ ระหว่างขั้ว ‘ป.ประยุทธ์-ประวิตร’ กระแสข่าว ‘ขัดแย้ง’ ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ จนถึงช่วง ธ.ค.64 ‘3ป.บูรพาพยัคฆ์’ ได้ถ่ายรูปที่ ‘บ้านป่ารอยต่อ’ ร่วมกัน ก่อนจะส่งให้สื่อเผยแพร่
เข้าสู่ มี.ค.65 พี่น้อง 3ป. มีวงทานข้าว ‘พรรคร่วมรัฐบาล-พรรคเล็ก’ ก็มีภาพพี่น้อง 3ป. ร่วมเฟรมส่งให้สื่อเช่นกัน ไม่รวมวงข้าว ‘พี่น้อง 3ป.‘ ที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว แต่สิ่งที่สัมผัสได้ คือ ‘ความหวาดระแวง’ ที่ยังมีอยู่ เพราะ ‘คู่ตรงข้าม’ ของ ‘บิ๊กตู่’ ยังคงอยู่กับ ‘บิ๊กป้อม’
2ป. แยกทาง พปชร. - รทสช.
บทสรุปสุดท้าย ‘3ป.’ ก็แยกทางกัน ฝั่ง ‘บิ๊กตู่’ ออกมาตั้ง ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ปูทางเลือกตั้งปี 66 ส่วน ‘บิ๊กป้อม’ ลุย ‘พลังประชารัฐ’ เต็มสูบ สิ่งที่เห็นชัดเจน คือ ‘นักการเมือง’ ขั้ว ‘บิ๊กตู่’ ย้ายมา รทสช. ทั้งหมด ทำให้ ‘พี่น้อง 2ป.’ ต้องมาแข่งกันเอง ชิงนั่ง นายกฯ
ผลการเลือกตั้ง พ.ค.66 นำมาสู่จุดสิ้นสุดอำนาจ ‘3ป.บูรพาพยัคฆ์’ ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา โดย พปชร. ได้ สส. 40 คน รทสช. ได้ สส. 36 คน ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้วางมือการเมือง ขณะที่ พล.อ.ประวิตร ลดบทบาทตัวเอง ในยุครัฐบาลเพื่อไทย เพื่อให้ทั้ง พปชร.-รทสช. ได้เข้าร่วม ‘รัฐบาลเพื่อไทย’
ศึกสามก๊ก ‘มหาดไทยเอฟเฟกต์’
ในซีกขั้วอำนาจ ‘ภูมิใจไทย’ เกิดกระแสข่าวความขัดแย้ง ระหว่าง ‘2น.-1พ.’ ระหว่าง เนวิน ชิดชอบ , หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่มีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ เหตุการณ์ที่ จ.ภูเก็ต
เริ่มจาก ‘เอฟเฟกต์รองซีฟู้ด’ ศึกในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ทำให้ ‘ธีระพงศ์ ช่วยชู’ รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ถูกย้ายเป็น รองผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช และ ‘อดุลย์ ชูทอง’ รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ย้ายเป็น รองผู้ว่าฯ สงขลา
ซึ่งทั้งคู่มีชื่อเล่นว่า “กุ้ง” โดยแต่ละคน ถูกมองว่าต่างคนต่างมี ‘แบ๊ก’ หรือ ‘นาย’ ของตัวเอง ที่เป็นระดับ ‘บิ๊กภูมิใจไทย’
ต่อมา ครม. ไฟเขียวย้าย ‘เซมเบ้-นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร' ผู้ว่าฯ ภูเก็ต ไปเป็น รองปลัด มท. ซึ่งมีการมองว่าเป็น เอฟเฟกต์จาก ‘รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต’ 2 คน และศึกในพื้นที่ระหว่างขั้ว ‘อำนาจเก่า - อำนาจใหม่’
‘อดีตรองฯผู้ว่าฯ ภูเก็ต’ ทั้ง 2 คน ถูกเชื่อมโยงใกล้ชิด ‘2 บิ๊กสีน้ำเงิน’ โดยคนหนึ่งใกล้ชิดกับ ‘มือยุทธศาสตร์’ อีกคนใกล้ชิด ‘มือระดมทรัพยากร’ จึงไม่แปลกที่ จะมีข่าว ‘รองผู้ว่าฯ’ ขู่ย้าย ‘ผู้ว่าฯ’ เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านการย้าย 2 ครั้งที่เกิดขึ้น มีการมองว่า ‘ลงโทษ’ หรือ ปูนบำเหน็จ’ กันแน่ ? เพราะไม่ได้มี ‘สถานะลดลง’ เท่าใดนัก จาก ‘อำนาจ-บารมี-พื้นที่’ ที่ย้ายไปใหม่
สำหรับ ‘รองปลัด เซมเบ้’ อดีตดาวรุ่ง มท. จบคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (สิงห์ดำ) ศิษย์ ร.ร.วชิราวุธ (OV) เคยมีชื่อชิง ‘ปลัด มท.’ เกษียณฯ ก.ย. 2575 เป็นอดีตผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ยุค ‘รบ.ประยุทธ์-เศรษฐา-แพทองธาร’ ขึ้น ‘อธิบดีกรมการปกครอง’ ยุค ‘รบ.เพื่อไทย’
ในยุค ‘ครม.อนุทิน 1’ ตั้ง ‘พวง-นฤชา โฆษาศิวิไลซ์’ นั่งอธิบดีกรมการปกครอง โยก ‘นิรัตน์’ นั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต แทน
ย้อนไปไกลกว่านี้ เคยเกิดกรณี ‘รุ่งเรือง ธิมาบุตร’ อดีตปลัด จ.ภูเก็ต’ เปิดแชทไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” อ้างแชท ‘นฤชา’ อธิบดีกรมการปกครอง
อีกทั้งก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวปลด ‘ปลัดป็อป-อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์’ พ้นปลัด มท. เพื่อตั้ง ‘นฤชา’ นั่งปลัด มท. แทน โดยว่ากันว่าได้รับแรงหนุนจาก ‘ผู้นำจิตวิญญาณ’ ของ ‘ขั้วสีน้ำเงิน’
ย้อนไปยุค รบ.เพื่อไทย ภายหลัง ภท. ถูกผลักเป็นฝ่ายค้าน พบว่า ‘อรรษิษฐ์’ เคยส่งชื่อให้ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รมว.มหาดไทย (ขณะนั้น) ย้าย ‘นฤชา’ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้ากรุเป็น ผู้ตรวจราชการ มท.
ซึ่ง ‘นฤชา’ จบจาก คณะรัฐศาสตร์ มธ. (สิงห์แดง) จะเกษียณฯ ก.ย.2570 ขณะที่ ‘อรรษิษฐ์’ จบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (สิงห์ดำ) เกษียณฯ ก.ย.2574
ดังนั้น ‘มหาดไทยเอกเฟกต์’ จึงถูกมองเป็น ‘ศึกสามก๊ก’ ภายในขั้ว ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ต่อมา ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ป.ป.ช. เปิดปฏิบัติการเข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญในพื้นที่ จ.นนทบุรี ซึ่งเชื่อมโยงกับ เครือข่ายทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
ต่อมา ‘อรรษิษฐ์’ ปลัด มท. มีคำสั่งเด้ง ‘ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล’ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เข้ากรุไปประจำมหาดไทย เป็นการชั่วคราว ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ปลัดมหาดไทย มอบหมาย
สำหรับเส้นทางราชการ ‘ธีรุตม์’ มาจากพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศอ.บต. (1 ธ.ค. 2560) , ผู้อำนวยการกองประสานและเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่พิเศษชายแดนภาคใต้ (21 ต.ค.2562) , หัวหน้าสำนักงานจังหวัดยะลา (11 ก.พ. 2563)
ก่อนขยับเป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา (2 พ.ย. 2563) และเป็น รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (21 ต.ค. 2567) และขึ้นเป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (26 ธ.ค. 2567) ขึ้นเป็น อธิบดี สถ. (12 พ.ย. 2568)
ที่สำคัญ ‘ธีรุตม์’ ไม่มีภาพของ ‘สถาบันสิงห์’ เท่าใดนัก (เกษียณฯ ก.ย.75) เพราะจบการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต (การเงิน) ม.กรุงเทพ ,ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) ม.รามคำแหง, นิติศาสตรบัณฑิต ม.สุโขทัยธรรมาธิราช , บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต University of New Haven สหรัฐอเมริกา , บริหารรัฐกิจมหาบัณฑิต University of New Haven ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้ง จบหลักสูตรเนติบัณฑิต สมัยที่ 61 เนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์
ทั้งนี้มีรายงานว่า ‘ธีรุตม์’ มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับ ‘บิ๊กสีน้ำเงิน’ ที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ โดยล่าสุด ‘อนุทิน’ ตั้ง ‘รองเซมเบ้ นิรัตน์’ รองปลัด มท. นั่งรักษาการอธิบดี สถ. แทน พร้อมมอบให้จัดการ ‘ทุจริจสอบท้องถิ่น’
ริบอำนาจ ‘พิพัฒน์’ ดุลอำนาจ ‘ปักษ์ใต้’
‘อนุทิน’ ยกเลิกให้ ‘พิพัฒน์’ กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) + ประธานบอร์ด EEC โดย ‘อนุทิน’ ดูแลเอง ในฐานะ ‘เซลล์แมน’
นอกจากนี้ได้ตั้ง 'เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' รองนายกฯ และ รมว.คลัง นั่ง ปธ.คณะกรรมการการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ตั้ง ‘พิพัฒน์’ ที่เป็น รองหัวหน้าภูมิใจไทย ดูแลพื้นที่ภาคใต้ และเป็น รมว.คนนาคม
นอกจากนี้ ‘อนุทิน’ มอบ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ดูแลงาน จ.ชายแดนภาคใต้ ดูแล สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สนช.) และ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
สำหรับ ‘เอกนิติ - สีหศักดิ์’ เป็น ‘รัฐมนตรีคนนอก’ ที่ ‘อนุทิน’ ดูแลโดยตรง แม้จะเป็น ‘สมาชิกภูมิใจไทย’ นอกจากนี้ ‘สีหศักดิ์’ เป็น ‘แคนดิเดตนายกฯ ภท.’ อีกด้วย
รูปถ่าย ‘2น.-1พ.’ หน้าชื่น-อกตรม ?
27 ก.ค. 69 ‘อนุทิน’ ได้โพสต์ภาพร่วมกับ ‘เนวิน-พิพัฒน์’ อย่างใกล้ชิด ซึ่งทั้ง ‘อนุทิน-พิพัฒน์’ ต่างย้ำถึงความสัมพันธ์ที่รู้จักกันมา 10-20 ปี ซึ่ง ‘พิพัฒน์’ ยืนยันว่า พูดคุยกันทุกสัปดาห์ ด้วยเหตุด้วยผล
แต่หากดูที่ ‘อนุทิน’ ชี้แจง กลับผิดสไตล์ ‘อนุทิน’ ที่จะผ่อนคลายกว่านี้ แต่กลับสัมผัสได้ถึง ‘อารมณ์’ ที่เกิดขึ้น
คุณอยู่ในบ้านผมหรอ ถ้าไม่อยู่ก็ไม่ต้องถาม เป็นเรื่องในบ้าน รู้ได้อย่างไรว่าพวกผมเคลียร์ใจกัน แล้วมีเรื่องอะไรที่จะต้องเคลียร์ใจ อยู่กันมากี่ปีแล้ว อยู่กันมาตั้งแต่คุณยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลย เพราะฉะนั้นนี่เป็นเรื่องในครอบครัวของผม เป็นเรื่องภายในของพรรคผม ไม่ใช่ธุระของใครที่จะต้องมานั่งรับทราบ
— อนุทิน กล่าว 28 ก.ค. 69
แต่ที่ถูกเชื่อมโยง และถูกนำมา ‘ถอดรหัส’ ว่าฝากถึงใคร ? คือ กรณี ‘ซ้อต่าย-กรุณา ชิดชอบ’ ภรรยาเนวิน โพสต์ไอจีสตอรี่ ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน“
ซึ่ง ‘อนุทิน’ ตอบกลับตอนหนึ่งว่า “เมื่อวานนี้เบาแล้ว พี่ต่ายผม โอ้โห แปลกตรงไหน แล้วพูดผิดหรือไม่ คนที่ไม่ควรคบ คนที่ไม่จริงใจต่อกัน คนที่โกหกหลอกลวงพี่น้องประชาชน”
ระเบิดเวลา ‘ลูกใหม่’ - ภาวะสนิมเนื้อใน
สุดท้าย ‘ประวัติศาสตร์’ ยุค 3ป. จำซ้ำรอย ‘3น.’ เนวิ(น) - อนุทิ(น) - พิพัฒ(น์) หรือไม่ ? เพราะมีการพูดกันว่า ‘ผู้แพ้’ ใช่ว่าจะ ‘แพ้’ เพราะพรรค ‘ขั้วที่ 3’ ก็พร้อมดึงไปร่วมทัพเช่นกัน
อีกทั้งระเบิดเวลาลูกใหม่ คือ ‘ปรับ ครม.’ ที่เป็น ‘อำนาจนายกฯ’ จะล้างบาง ‘แก๊งลูกเทพ’ หรือไม่ ? แน่นอนว่า ย่อมสะเทือนถึง ‘ผู้นำจิตวิญญาณ’ ขั้วสีน้ำเงิน
รวมทั้ง ชะตากรรม ‘สามแม่ครัว’ ได้แก่ ‘สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว’ รมว.การต่างประเทศ ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกฯ และ รมว.คลัง
โดยเฉพาะ ‘ศุภจี-เอกนิติ’ ที่เหมือนถูก ‘ลูกพรรค ภท.’ ทำการ ‘ลอยแพ’ และกระแสวิจารณ์จากสังคมต่อ ‘2 แม่ครัว’ ที่ ‘เรตติ้งตก’ และ ‘ผลงาน’ ไม่เข้าตา จาก ‘ความคาดหวัง’ ของสังคม
ซึ่ง นายกฯ ดูแล ‘3 รัฐมนตรี’ นี้ด้วยตัวเอง สุดท้ายจะกล้าปรับพ้น ครม. หรือไม่ ? เพราะย่อมสะเทือน ‘เครดิตนายกฯ’ เองด้วย และสนใจว่า ‘ก.คลัง-พาณิชย์’ ไม่มี ‘รัฐมนตรีช่วย’ เรียกว่า ‘คุมเบ็ดเสร็จ’ การเขย่าครั้งนี้ ย่อมมีคนอาศัย ‘จังหวะชุลมุน’
ขั้ว ‘ภูมิใจไทย’ กำลังเผชิญ ‘คลื่นใต้น้ำ’ ที่กำลังเป็น ‘สนิมเนื้อใน’ กัดกินตัวเอง




