‘อนุทิน’ แก้มือ - โจทย์หินสู้ ‘น้ำ’ เรตติ้ง ‘ผู้นำ’ ตก ‘วิกฤตศรัทธา’ ฝ่ามรสุม ‘ขาสั้น-เท้าเปล่า-โดนด่า’

29 ก.ย. 2569 - 19:17

  • ‘อนุทิน’ ต้อง 'แก้มือ' ลงพื้นที่แบบ 'ถึงลูกถึงคน' ตั้งแต่ 'เท้าเปล่า' ลุยน้ำ โดนทั้ง 'เสียงเชียร์-เสียงด่า' ย้อนผล 'นิด้าโพล' สำรวจก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม 1 สัปดาห์ ที่กระนิยม 'อนุทิน-ภท.' ลดลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

  • ถือเป็นสถานการณ์ที่ 'รัฐบาล-นายกฯ' ต้องรับมือ ทั้งในมิติ 'บริหารจัดการ-ความรู้สึกสังคม' ซึ่งการลงพื้นที่ 'สไลต์อนุทิน' เป็นเพียงการ 'เปิดพื้นที่' ให้ "ชาวบ้านได้ระบาย" ชั่วคราว เท่านั้น

‘อนุทิน’ แก้มือ - โจทย์หินสู้ ‘น้ำ’ เรตติ้ง ‘ผู้นำ’ ตก ‘วิกฤตศรัทธา’ ฝ่ามรสุม ‘ขาสั้น-เท้าเปล่า-โดนด่า’

สถานการณ์น้ำท่วมในเดือนกันยายน 2569 สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายจังหวัด รวมถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดภาคกลาง พร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการบริหารจัดการของ ‘รัฐบาล’ ที่นำโดย ‘พรรคภูมิใจไทย’ ทั้งคำถามเรื่องการแจ้งเตือนภัย การประเมินสถานการณ์ และการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ 

แม้คนใน ครม. หรือ สส. ของพรรคจะระดมกำลังลงพื้นที่ แจกถุงยังชีพ และเร่งประสานงานด้านการระบายน้ำ แต่เสียงสะท้อนจากประชาชนและบนโลกออนไลน์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะคำถามว่า มาตรการของรัฐบาลเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วเพียงใด และการจัดการสถานการณ์จะช่วยลดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และความเสียหายทางเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน 

ปรากฏการณ์น้ำท่วมรุนแรงในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ไม่ได้เกิดจากมวลน้ำหลากจากภาคเหนือเหมือนปี 2554 แต่เกิดจากปัจจัยสภาพอากาศและข้อจำกัดทางกายภาพที่ซ้อนทับกันหลายด้าน ทั้งหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมและแช่ตัวอยู่เหนือภาคกลางตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้เกิดฝนตกหนักสะสมต่อเนื่องกว่า 48 ชั่วโมง โดยมีปริมาณฝนสะสมช่วงวันที่ 1–25 กันยายน สูงถึง 487 มิลลิเมตร 

อีกด้านหนึ่งยังมีปัจจัยจากระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยตอนในที่ยกตัวสูงขึ้นผิดปกติจากอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำ ร่วมกับน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำจากคลองต่างๆ ลงสู่ทะเลทำได้ยากขึ้น ขณะที่น้ำในระบบคลองหลายสายเข้าสู่ภาวะวิกฤต เมื่อคลองหลักรับน้ำเพิ่มไม่ได้ น้ำฝนบนถนนและในชุมชนจึงกลายเป็น ‘น้ำท่วมขัง รอการระบาย’ ในวงกว้าง 

และเมื่อมวลน้ำกลายเป็นปัญหาที่อยู่ตรงหน้าประชาชน การเมืองก็ถูกลากลงมาอยู่ริมคลองด้วย 

ลงพื้นที่ แบบ ‘อนุทิน’ 

หลังการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำท่วมของรัฐบาลครั้งแรกเสร็จสิ้น ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ ชุมชนร่วมพัฒนา คลองเปรมประชากรทันที โดยเดินทางด้วยรถยกสูงของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 

ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือทั้งเสียงต้อนรับและเสียงสะท้อนจากชาวบ้าน บางคนตะโกนประชดประชันว่า ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ บางคนขอให้นายกรัฐมนตรีลงไปลุยน้ำ ขณะที่มีประชาชนพูดถึงการเลือกตั้ง และบอกว่า เป็นคนเลือกเขามา 

แต่เมื่อเข้าไปถึงในพื้นที่ สิ่งที่ชาวบ้านร้องขอไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง หากเป็นเรื่องที่จับต้องได้ ตั้งแต่ห้องน้ำเคลื่อนที่ อาหารที่ไม่เพียงพอ ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุ โดยนายกฯ ย้ำว่ารัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบประชาชนอย่างเต็มที่

พร้อมแสดงความเสียใจและความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ ยอมรับด้วยว่าการ แจ้งเตือนภัยที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ล่าช้า แต่ภาษาที่ใช้มีความเป็นวิชาการมากเกินไป จึงควรปรับให้สั้น กระชับ และเข้าใจง่ายขึ้น พร้อมประสาน กทม. เรื่องห้องน้ำเคลื่อนที่ และสั่งการเรื่องครัวสนาม 

ขณะเดียวกัน ได้ควักเงินส่วนตัว 18,000 บาท แบ่งเป็น 3,000 บาทให้ร้านลูกชิ้น 10,000 บาทให้ร้านอาหารตามสั่ง และ 5,000 บาท ให้ร้านก๋วยเตี๋ยว เพื่อให้จัดหาอาหารแจกจ่ายระหว่างรอครัวสนามเข้าพื้นที่ 

ภาพที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี การรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน และการสั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นี่คือภาพของ ‘อนุทิน’ ที่ต้อง ‘แก้เกม-แก้มือ’ ปรากฏให้เห็นในสถานการณ์นี้ คือ การลงไปถึงพื้นที่ รับฟังปัญหาจากประชาชน และจัดการกับโจทย์ที่อยู่ตรงหน้าชนิดทำทันที 

แต่หนึ่งในภาพที่ถูกพูดถึงมากคือการถอดรองเท้าเดินลุยน้ำ ‘เท้าเปล่า’ ในพื้นที่เคหะร่มเกล้า โดยเจ้าตัวอธิบายภายหลังว่าไม่อยากให้รองเท้าอับ และระบุว่า "ไม่ต้องไปตีความอะไรเลย"

แต่แน่นอนว่า เมื่อภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป การตีความก็ไม่ได้มีเพียงมุมเดียว ด้านหนึ่งสามารถมองว่าเป็นภาพของนักการเมืองที่ลงไปสัมผัสปัญหาโดยตรง ไม่ได้ยืนอยู่ห่างจากพื้นที่ประสบภัย ขณะที่อีกด้านก็เกิดคำถามเรื่องความปลอดภัยและความเหมาะสมของการลงพื้นที่ในสถานการณ์น้ำท่วม ที่หลีกหนีไม่พ้น คือ "สร้างภาพ" หรือไม่ ?

ดังนั้น ‘ภาพเท้าเปล่า’ จึงมีความหมายมากกว่า รองเท้าที่ถูกถอดออกไปชั่วคราว

ภาพหนึ่งภาพอาจสื่อสารได้หลายความหมาย และในยุคที่ทุกภาพถูกบันทึกและส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว การลงพื้นที่จึงไม่ได้จบลงเมื่อเดินออกจากพื้นที่ แต่ยังมีคำถามต่อว่าภาพนั้นจะถูกจดจำอย่างไร 

เสียงจาก 'ชาวแฟลต'

อีกด้านของ ‘อนุทิน’ คือ การต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์จากประชาชนแบบต่อหน้า เพราะการลงพื้นที่ท่ามกลางน้ำท่วม ย่อมไม่ได้มีเพียงเสียงต้อนรับ ที่แฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ ระหว่างวันที่ 27–28 กันยายน สถานการณ์น้ำยังเป็นโจทย์ใหญ่ของชาวบ้าน ทั้งเรื่องการระบายน้ำและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน 

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ แต่ยังมีทั้งเสียงเชียร์และเสียงตำหนิอยู่ในบริเวณเดียวกัน บางกลุ่มตะโกนในทำนองว่า "นายกฯ มาก็ดีใจแล้ว" พร้อมเสียงเชียร์พรรคภูมิใจไทย ขณะที่อีกด้านก็มีเสียงตำหนิรุนแรงเกิดขึ้น ชนิดที่เป็นคำหยาบคายว่า "นายกฯ มาทำ...อะไร"

เมื่อมีเสียงเชียร์ อนุทิน รับฟัง ขณะที่เมื่อมีเสียงตำหนิ เจ้าตัวไม่ได้ตอบโต้ ก่อนยกมือไหว้ พร้อมระบุว่า "ให้ชาวบ้านได้ระบาย" และเดินหน้าภารกิจต่อไป เป็นสภาวะที่ต้อง "ยอมโดนด่า"

ส่วนเรื่องเล็กๆ ที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างไม่คาดคิด จากภาพถอดรองเท้าเดินลุยน้ำ วันต่อมาจึงเห็นการปรับมาใช้ถุงคลุมรองเท้ากันน้ำสีดำและรองเท้าบูท ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการปรับอุปกรณ์ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และการทำงานมากขึ้น 

ในมุมหนึ่งสะท้อนธรรมชาติของการลงพื้นที่ในยุคปัจจุบันได้ ว่า ทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองมีทั้งมิติของการทำงานและมิติของการสื่อสารไปพร้อมกัน และเมื่อการสื่อสารเหล่านั้นถูกนำไปขยายต่อบนโลกออนไลน์ รายละเอียดเล็กๆ ก็สามารถกลายเป็นประเด็นทางการเมืองได้ 

แต่เหนือกว่าภาพและเสียง สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการยังคงเป็นเรื่องพื้นฐาน น้ำลดเมื่อไร เครื่องสูบน้ำทำงานหรือไม่ อาหารเข้าถึงหรือไม่ ระบบสาธารณูปโภคกลับมาเมื่อไร และเมื่อเกิดฝนหนักอีกครั้ง รัฐจะรับมืออย่างไร 

เพราะฉะนั้นการ ‘แก้มือ’ จึงไม่ได้ถูกวัดจากภาพลงพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องถูกมองผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย

'ผลโพล' เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

หากมองย้อนกลับไปที่ตัวเลขความนิยมทางการเมือง ก่อนเกิดภาพน้ำท่วมและการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ตัวเลขของ ‘อนุทิน’ และ ‘ภูมิใจไทย’ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว 

ผลสำรวจนิด้าโพล เรื่อง ‘บุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้’ ซึ่งสำรวจประชาชนทั่วประเทศอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2,500 คน ระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน 2569 พบว่า ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ ได้ 24.72% ขณะที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ อยู่ที่ 13.76% 

  • ตัวเลขของอนุทินลดลงจาก 21.68% ในเดือนมิถุนายน และ 29.40% ในเดือนมีนาคม 

ในคำถามเรื่องพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พรรคประชาชนอยู่ที่ 35.40% พรรคเพื่อไทย 18.44% และพรรคภูมิใจไทย 12.08% 

  • ตัวเลขของพรรคภูมิใจไทยลดลงจาก 17.00% ในเดือนมิถุนายน และ 26.60% ในเดือนมีนาคม

ขณะที่สัดส่วนประชาชนที่ตอบว่า ‘ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้’ เพิ่มขึ้นเป็น 19.80% จาก 10.24% ในเดือนมิถุนายน และ 8.20% ในเดือนมีนาคม 

แต่ตรงนี้ต้องแยกช่วงเวลาให้ชัดเจน เพราะนิด้าโพลชุดดังกล่าวเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 18–23 กันยายน ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมและการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีที่ถูกพูดถึงในเวลาต่อมาเกิดขึ้นช่วงวันที่ 27–28 กันยายน 

ดังนั้น จึงไม่ควรสรุปว่า ‘น้ำท่วม’ เป็นสาเหตุที่ทำให้คะแนนนิยมของอนุทินหรือภูมิใจไทยลดลง เพราะตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมและกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากการลงพื้นที่ในช่วงปลายเดือน 

แต่ในทางการเมือง ตัวเลขนี้กำลังทำให้สถานการณ์หลังจากนั้นน่าจับตาขึ้น เพราะเมื่อคะแนนนิยมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ก่อนแล้ว วิกฤตน้ำท่วมที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลซ้ำยัง "กระแสนิยม" ให้ดิ่งลงไปอีก และต้องดูว่า "กระแส" พรรดใดจะดีขึ้น หรือ "ยังหาคน-พรรคที่เหมาะสมไม่ได้" จะเพิ่มขึ้น

ดังนั้นเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีต้องรับมือ ทั้งในมิติของการบริหารจัดการและในมิติของความรู้สึกประชาชน ซึ่งการลงพื้นที่ 'สไลต์อนุทิน' เป็นเพียงการ 'เปิดพื้นที่' ให้ "ชาวบ้านได้ระบาย" ชั่วคราว เท่านั้น

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ประชาชนจะจดจำอาจไม่ใช่แค่ว่า นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่วันไหน ใส่รองเท้าหรือถอดรองเท้า หรือรับฟังแค่ไหน

แต่อาจเป็นคำถามง่ายๆ ว่า เมื่อผู้นำมาถึงแล้ว ปัญหาของพวกเขาถูกแก้ไข-ดีขึ้นแค่ไหน และจะเกิดขึ้นซ้ำอีกไหม ? 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์