ไร้ ‘หนู’ อยู่ได้ ‘เชน’ ชน ‘ลูกเทพ’ น้ำท่วม ‘น่าน’ พิสูจน์ฝีมือ ‘การเมืองรุ่นใหม่’

20 ส.ค. 2569 - 17:40

  • ‘ยศชนันท์’ จากห้องแล็บสู่สนามน้ำท่วม 'เพื่อไทย' ส่งคนรุ่นใหม่ ‘ทำให้ดู’ 

  • ‘ลูกเทพ’ ภูมิใจไทย เดิมพันเก้าอี้ มท.3 

  • 'สนามน้ำท่วม' กับการเมืองเรื่องผลงาน 

ไร้ ‘หนู’ อยู่ได้ ‘เชน’ ชน ‘ลูกเทพ’ น้ำท่วม ‘น่าน’ พิสูจน์ฝีมือ ‘การเมืองรุ่นใหม่’

สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่านกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ร้อนของรัฐบาล เมื่อฝ่ายการเมืองต่างพรรคพร้อมใจกันลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งช่วยเหลือประชาชน ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การลงพื้นที่ของฝ่ายบริหารจะช่วยเร่งรัดกลไกรัฐให้ทำงานได้เร็วขึ้นมากน้อยเพียงใด 

ขณะเดียวกัน วิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติเท่านั้น แต่ยังกลายเป็น สนามพิสูจน์บทบาท ของนักการเมืองรุ่นใหม่-ใครกำลังสร้างเครดิต ใครกำลังรักษาเก้าอี้ และใครจะเปลี่ยน ภารกิจเฉพาะหน้า ให้กลายเป็น แต้มต่อทางการเมือง ได้สำเร็จ 

‘ยศชนันท์’ จาก ห้องแล็บ สู่ส นามน้ำท่วม
'เพื่อไทย' ส่งคนรุ่นใหม่ ‘ทำให้ดู’ 

หนึ่งในผู้ที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญที่จังหวัดน่าน คือ ‘ยศชนันท์ วงษ์สวัสดิ์’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังต้องสลับบทบาทจากพื้นที่วิชาการมาสู่สนามจริง

ทันทีที่ได้รับคำสั่งตรงจากนายกรัฐมนตรี ‘ยศชนันท์’ ได้เดินทางจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีสู่น่านอย่างเร่งด่วน เพื่อร่วมติดตามและบัญชาการสถานการณ์น้ำ เพราะเป็น รองรองนายกฯ กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ในพื้นที่จังหวัดน่าน

งานนี้เป็นการทำงานร่วมกับนักการเมืองเก๋าเกมของพรรคเพื่อไทย ทั้ง ‘สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ‘ธีรรัตน์ สำเร็จวณิชย์’ อดีต สส.กทม. และล่าสุดยังมีรายงานว่า ‘นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว’ อดีต สส.น่าน ได้เข้ามาร่วมสมทบด้วย 

ในภารกิจนี้ ‘อาจารย์เชน’ รับบทนั่งหัวโต๊ะในฐานะรองนายกฯ กำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือ เป็นมือประสานงานหลักระหว่างกระทรวงต่างๆ โดยเฉพาะกระทรวงในโควตาพรรคเพื่อไทย เช่น กระทรวง อว. และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับกรม กอง และหน่วยงานท้องถิ่น ในการดูแลความปลอดภัยและเร่งช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที 

อย่างไรก็ดี ภาพของ ‘อาจารย์เชน’ ที่ปรากฏตามสื่อ ทั้งการร่วมแถลงข่าวในศูนย์ปฏิบัติการและการลงพื้นที่ประสบภัย เขายังคงแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสแล็คสีดำอันเป็น ยูนิฟอร์มคุ้นตา เพียงแต่ต้องเปลี่ยนบทบาทจาก นักวิชาการ ที่อยู่กับข้อมูลและองค์ความรู้

มาสวมหมวก ผู้บริหาร ที่ต้องรับมือกับสถานการณ์จริง ซึ่งเปลี่ยนแปลงทุกชั่วโมง การตัดสินใจต้องเกิดขึ้นแข่งกับเวลา ขณะที่ความเดือดร้อนของประชาชนอยู่ตรงหน้า นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญว่า ประสบการณ์จากภาควิชาการ จะถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารสถานการณ์วิกฤตได้ดีเพียงใด 

ในทางการเมือง การลงพื้นที่ครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่งต่อภาพลักษณ์ของ คนรุ่นใหม่เพื่อไทย เพราะสนามภัยพิบัติ คือ เวลาสำคัญในการแสดงบทบาท ‘ผู้ปฏิบัติ’ ที่ลงมือทำจริง มากกว่าการเป็นเพียงนักการเมืองที่คอยสื่อสารนโยบายจากส่วนกลาง 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ยศชนันท์’ เคยเผชิญข้อครหาว่าเป็น ‘นักวิชาการ’ มากกว่า ‘นักการเมืองภาคสนาม’ ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ภาพการลงพื้นที่ แต่คือ 'ลงไปแล้วทำอะไรสำเร็จบ้าง' 

เนื่องจากการจัดการน้ำท่วมในระดับจังหวัดมีกลไกหลักทำงานอยู่แล้ว ทั้งจังหวัด ฝ่ายปกครอง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงและสาธารณสุข การเข้ามาของฝ่ายการเมืองจึงต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจ ช่วยปลดล็อกอุปสรรคระหว่างหน่วยงาน หรือประสานทรัพยากรจากส่วนกลางลงมาได้มากน้อยแค่ไหน 

หากทำได้สำเร็จ การลงพื้นที่ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าแค่ภาพข่าว แต่จะกลายเป็นผลงานเชิงรูปธรรมที่สะท้อนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่าน ซึ่งเดิมทีเป็น ฐานเสียงค่ายแดง แต่ต้องเสียพื้นที่ทั้ง 3 เขต ในการเลือกตั้ง สส. ปี 2569 ให้กับพรรคประชาชน-กล้าธรรม

การได้รับโอกาสลงสนามวิกฤตของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ จึงเป็นทั้งภารกิจช่วยเหลือประชาชนและโอกาสในการสร้างเครดิตทางการเมือง และในยุคที่การแข่งขันภายในรัฐบาลไม่ได้วัดกันแค่เรื่องนโยบาย แต่วัดกันที่ผลงานของแต่ละพรรค ดังนั้นการ “ทำให้เห็น” จึงกลายเป็นโจทย์ที่ละเลยไม่ได้ 

‘ลูกเทพ’ ภูมิใจไทย เดิมพันเก้าอี้ มท.3 

อีกด้านของวิกฤตน้ำท่วม คือบทบาทของ ‘เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานสำคัญอย่าง ‘กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย’ (ปภ.) ที่เป็นด่านหน้าในการรับมือและช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติโดยตรง 

โจทย์ของ ‘เจเศรษฐ์’ อาจมีความเหมือนและต่างจาก ‘ยศชนันท์’ ในบางมุม ขณะที่คนหนึ่งต้องเร่งสร้างบทบาทใหม่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย แต่อีกคนกลับต้องรับผิดชอบสั่งการกลไกรัฐที่มีอยู่ในมือโดยตรง เพื่อแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้าให้เร็วที่สุด 

‘ปภ.’ คือ หัวใจหลักในการรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การแจ้งเตือนภัย การสนับสนุนกำลังพลและเครื่องมือ การประสานงานกับจังหวัด ไปจนถึงการเยียวยาประชาชน เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม ประสิทธิภาพของ ปภ. จึงกลายเป็นเป้าสายตาอย่างเลี่ยงไม่ได้

และเมื่อ ‘เจเศรษฐ์’ เป็นผู้กำกับดูแลหน่วยงานนี้ ผลงานของ ปภ. ย่อมถูกผูกติดกับศักยภาพในตำแหน่ง ‘รัฐมนตรีช่วยฯ’ ของเขาโดยตรง ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่หนักหน่วงกว่าการลงพื้นที่แสดงบทบาททางการเมืองทั่วไป 

โดยเฉพาะในยามที่ ‘เจเศรษฐ์’ ถูกจับตามองในฐานะ นักการเมืองรุ่นใหม่ ของภูมิใจไทย และถูกสื่อตั้งฉายาว่า ‘ลูกเทพ’ อันสะท้อนถึงทั้งต้นทุน-โอกาสทางการเมือง สนามน้ำท่วมครั้งนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์ชั้นดีในการแสดงความสามารถด้านการบริหาร-สั่งการกลไกรัฐ 

ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปในยุค ‘รัฐบาลอนุทิน 1’ ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ เคยสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อทั้ง ‘รัฐบาล’ และ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในแง่ประสิทธิภาพการช่วยเหลือประชาชน และการทำงานระบบราชการ การกลับมาเผชิญโจทย์น้ำท่วมรอบนี้ จึงเป็นศึกที่พรรคภูมิใจไทยจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด 

'สนามน้ำท่วม' กับ การเมืองเรื่องผลงาน 

สถานการณ์ที่จังหวัดน่านจึงทำให้ภาพการทำงานของสองพรรคใหญ่ในรัฐบาลถูกนำมาเปรียบเทียบกันโดยปริยาย ฝั่ง ‘เพื่อไทย’ ขับเคลื่อนผ่านบทบาทของ ‘ยศชนันท์’ ขณะที่ ‘ภูมิใจไทย’ มี ‘เจเศรษฐ์’ นำทัพผ่านกระทรวงมหาดไทยและ ปภ. แม้เป้าหมายเบื้องหน้าของทั้งสองฝ่ายคือการช่วยเหลือประชาชนและดันให้ระบบบริหารจัดการภัยพิบัติเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกัน 

แต่ในทางมวลชน นี่คือ สนามวัดฝีมือ และ พิสูจน์ศักยภาพ ของ นักการเมืองรุ่นใหม่ ที่ต้องยืนเผชิญหน้ากับวิกฤตจริง ในศึกครั้งนี้ ไม่มีใครได้คะแนนฟรี เพียงเพราะมีตำแหน่งติดตัว เพราะสุดท้ายแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบเองว่า ใครลงพื้นที่แล้ว ‘ทำให้ดู’ และใครลงพื้นที่แล้ว ‘ทำให้เห็นผล’

แต่ที่แน่ๆ วิกฤตครั้งนี้จัดเต็มจนดูทรงแล้ว... 'ไร้หนู ก็อยู่ได้'! 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์