ย้อนศึก กทม. สภาสามเส้า ยุค ‘ผู้ว่าฯกฤษฎา’ พลังธรรม สู่ยุค ‘ชัชชาติ’ รถขยะ EV เป็นเหตุ

17 ก.ย. 2569 - 18:01

  • ศึกสภา กทม. เข้มข้นในสภาวะ 3 เส้า เมื่อ พรรคประชาชน จับมือกับ พรรคประชาธิปัตย์ และ พรรคเพื่อไทย บางส่วน โหวต 27 ต่อ 19 เสียง ตัดงบโครงการเช่ารถขยะ EV มูลค่า 6,038 ล้านบาท ที่ 'กลุ่มคนทำงาน' สนับสนุน

  • ปรากฏการณ์นี้คือ "เดจาวู" ยุค "ผู้ว่าฯกฤษฎา-พรรคพลังธรรม" ที่ทำให้ "คู่ปรับการเมือง" อย่าง พรรคประชากรไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ยอม "พักรบ" มาจับมือกันคานอำนาจฝ่ายบริหาร

ย้อนศึก กทม. สภาสามเส้า ยุค ‘ผู้ว่าฯกฤษฎา’ พลังธรรม สู่ยุค ‘ชัชชาติ’ รถขยะ EV เป็นเหตุ

การเมืองในสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) ณ ขณะนี้ คงหนีไม่พ้นบทหักเหลี่ยมเฉือนคมของ "สภาวะ 3 เส้า" ระหว่างพรรคประชาชน ก้อนหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์-พรรคเพื่อไทย บางส่วนอีกก้อนหนึ่ง และ กลุ่มคนทำงาน อีกก้อนหนึ่ง ซึ่งกลุ่มหลังสุดอาจเรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังหลักของฝ่ายบริหาร 

ปรากฏการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างแรงกระเพื่อมการเมืองในสภา กทม. เพียงอย่างเดียวแต่ทำให้นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเมือง กทม. ในยุคที่ พรรคพลังธรรม เรืองอำนาจ ชนิดที่เรียกได้ว่าภาพจำในอดีตกำลังถูกนำมาฉายซ้ำด้วยตัวละครหน้าใหม่ในบริบทที่ต่างออกไป

ฮันนีมูนหวานเจี๊ยบ 37 เสียง สู่เก้าอี้ประธานสภาฯ

ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่เดือน บรรยากาศ ณ สภาเสาชิงช้ายังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความชื่นมื่น พรรคประชาชนซึ่งครองเสียงข้างมากที่สุด 22 เสียง ได้จับมือกับ "กลุ่มคนทำงาน" ที่มี 11 เสียง และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อิสระอีก 4 เสียง หลอมรวมกันเป็นแนวร่วมเสียงข้างมากเด็ดขาดถึง 37 เสียง แข่งกับซีกพรรคประชาธิปัตย์

ความร่วมมือในช่วง "ฮันนีมูน" นี้ถูกสะท้อนผ่านการจัดสรรอำนาจในฝ่ายนิติบัญญัติอย่างลงตัว โดยกลุ่มคนทำงานได้เทเสียงโหวตสนับสนุนให้ ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย หรือ "ส.ก.เนอส" จากพรรคประชาชน ขึ้นแท่นเป็นประธานสภา กทม. คนที่ 26 

ขณะที่ตำแหน่งรองประธานสภาฯ ตกเป็นของ เนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย จากกลุ่มคนทำงาน และ นริสสร แสงแก้ว ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปบนกลีบกุหลาบ ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเตรียมเดินหน้าประสานรอยต่อกันอย่างไร้รอยตะเข็บเพื่อผลักดันงบประมาณ

'ส้ม-ฟ้า-แดง' จับมือคว่ำโปรเจ็กต์รถขยะ EV

แต่แล้วฮันนีมูนทางการเมืองก็มีอันต้องสะดุด เมื่อวาระการพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 เดินทางมาถึงจุดเดือด 

ชนวนเหตุสำคัญคือ "โครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า (รถขยะ EV)" จำนวน 1,347 คัน รวม 3 โครงการ มูลค่าสูงถึง 6,038 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายบริหารผลักดันอย่างสุดตัว โดยหยิบยกเหตุผลด้านการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองพลังงานสะอาด และความคุ้มค่าที่จะช่วยประหยัดงบค่าเชื้อเพลิงได้ถึง 4,745 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ส.ก. ฝั่งพรรคประชาชนอ้างถึงการพบ "พิรุธ" หลายประการ แม้จะยืนยันว่าพรรคสนับสนุนการใช้รถ EV แต่โครงการนี้กลับมีเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ที่ชวนให้ตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็นการไร้สถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ผลักภาระและทิ้งความเสี่ยงไว้ให้ กทม. 

การส่อล็อกสเปกเอื้อเอกชน และที่สำคัญคือการที่ กทม. ปฏิเสธที่จะนำรถมาทดลองวิ่งจริง (Pilot) 1-2 เดือนก่อนเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาว

เมื่อเหตุผลของฝ่ายบริหารฟังไม่ขึ้นในมุมมองของฝ่ายตรวจสอบ ปรากฏการณ์ "สลับขั้ว" ช็อกสภา กทม. จึงบังเกิด เมื่อถึงคราวลงมติในวันที่ 15 กันยายน 2569 ส.ก. พรรคประชาชน ได้ตัดสินใจจับมือกับ ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย บางส่วน ร่วมโหวตด้วยคะแนนเสียง 27 ต่อ 19 เสียง (งดออกเสียง 4) เพื่อ "ตัดงบ" โครงการรถขยะ EV ออกทั้งก้อน ทำเอากลุ่มคนทำงานยัวะเลยทีเดียว

การจับมือกันระหว่าง "ส้ม" (ประชาชน) และ "ฟ้า" (ประชาธิปัตย์) แดง (เพื่อไทย) บางส่วน เพื่อสั่งสอนและคานอำนาจ "กลุ่มคนทำงาน" ถือเป็นการตบหน้าฝ่ายบริหารฉาดใหญ่ และเป็นการประกาศจุดยืนว่าสภาวะ 3 เส้าในสภา กทม. นับจากนี้ ไม่มีคำว่าเกรงใจอีกต่อไป

ย้อนรอยเดจาวูยุค 'พลังธรรม'

สำหรับคอการเมืองรุ่นเก๋า ปรากฏการณ์ที่พรรคการเมืองต่างขั้วหันมาจูบปากกันเฉพาะกิจเพื่อล้มผู้มีอำนาจหลักในสภา กทม. ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็น "เดจาวู" ที่พาให้นึกถึงหน้าประวัติศาสตร์การเมืองท้อง กทม. ในยุคพลังธรรมเรืองอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ย้อนกลับไปภายหลังการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ปี 2535 ร.อ.กฤษฎา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ตัวแทนจากพรรคพลังธรรม ชนะการเลือกตั้งก้าวขึ้นเป็นผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 11 ในช่วงเวลาที่พรรคพลังธรรมของ "มหาจำลอง"พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กำลังรุ่งเรืองสุดขีดและครองฐานเสียงหลักในเมืองหลวง

บริบทการเมืองในสภา กทม. ยุคนั้น มีความคล้ายคลึงกับปัจจุบันอย่างน่าประหลาดใจ ในช่วงเริ่มต้น พรรคพลังธรรมได้สร้างแนวร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ มีการแบ่งเค้กตำแหน่งกันอย่างลงตัว โดยพรรคพลังธรรมครองเก้าอี้ประธานสภา กทม. และให้โควตารองประธานสภาฯ แก่พรรคประชาธิปัตย์

ความร่วมมือนี้ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถผ่านข้อบัญญัติงบประมาณและขับเคลื่อนนโยบายไปได้อย่างราบรื่น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มเกิดความขัดแย้งและการบริหารของพรรคพลังธรรมที่ถูกตั้งคำถาม ได้นำมาสู่การฉีกสัญญาใจ สิ่งที่สร้างความตกตะลึงให้กับการเมืองในยุคนั้นคือ การปรากฏตัวของ "แนวร่วมเฉพาะกิจ" ระหว่าง พรรคประชากรไทย (นำโดย สมัคร สุนทรเวช) และพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง สองพรรคนี้คือ "คู่กัดตลอดกาล" ที่ฟาดฟันแย่งชิงเก้าอี้ สส. และ ส.ก. ในกรุงเทพมหานครกันมาอย่างดุเดือด 

แต่ทั้งสองพรรคกลับยอมกลืนเลือด พักรบชั่วคราว แล้วหันมาจับมือกัน ร่วมกับ ส.ก.กลุ่มอื่นๆ ทำหน้าที่ตรวจสอบและคานอำนาจพรรคพลังธรรมอย่างหนักหน่วง จนทำให้ขั้วอำนาจของพรรคพลังธรรมในสภา กทม. สั่นคลอน

การพลิกขั้วอำนาจครั้งนั้นเขย่าสภาเสาชิงช้าอย่างรุนแรง ถึงขั้นทำให้พรรคพลังธรรมต้องสูญเสียเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ โดยแนวร่วมเฉพาะกิจได้โหวตเปลี่ยนตัวประธานสภา กทม. จาก อรรถ แพทยังกุล สังกัดพรรคพลังธรรม มาเป็น ศราวุฒิ ปฤชาบุตร จากพรรคประชากรไทย

ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็รับส้มหล่น วิน-วิน กันไป ด้วยการกอดเก้าอี้รองประธานสภา กทม. คนที่ 1 เอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยมี วิสูตร สำเร็จวาณิชย์ ดำรงตำแหน่งอย่างต่อเนื่องไม่ยอมปล่อย

การจับมือของสองพรรคคู่กัดเพื่อคานอำนาจ ผู้ว่าฯ กฤษฎา ในวันนั้น ได้สร้างรอยร้าวลึกให้กับการบริหารจัดการของ กทม. และลุกลามกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเสื่อมถอย และจุดจบทางการเมืองของพรรคพลังธรรมในกรุงเทพมหานคร ที่ในการเลือกตั้งครั้งต่อมาต้องสูญเสียที่นั่ง ส.ก. ไปจนแทบไม่เหลือที่ให้ยืน

บทเรียนจากปรากฏการณ์โหวตคว่ำงบรถขยะ EV 6,000 ล้านบาท ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองในสภา กทม. ที่มีความดุเดือดและพลิกแพลงได้ตลอดเวลา 

การที่ พรรคประชาชน ยอมละทิ้งความสัมพันธ์อันหวานชื่นกับ กลุ่มคนทำงาน แล้วหันไปจับมือกับ พรรคประชาธิปัตย์-เพื่อไทย บางส่วน เป็นการตอกย้ำสัจธรรมการเมืองว่า ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร 

รอยทางประวัติศาสตร์จากยุค พรรคพลังธรรม พรรคประชากรไทย และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ถูกนำมาปัดฝุ่นและเขียนบทใหม่โดย พรรคประชาชน กลุ่มคนทำงาน และ พรรคประชาธิปัตย์-เพื่อไทยบางส่วน

สภาวะ 3 เส้า ณ สภาเสาชิงช้าในวันนี้ จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้น เป็นสัญญาณเตือนถึง ฝ่ายบริหาร ว่า เกมการเมืองกระดานนี้เพิ่งจะเริ่มต้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์