‘การเมืองไทย’ อาจไม่มีเส้นทางไหนที่เป็นเส้นตรง เช่นเดียวกับ ความสัมพันธ์ของ 3 บุคคลที่ถูกจับตามองในฐานะ ‘ผู้เล่น’ เกมการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง กับ ‘เน-หนู-นัส’
• เนวิน ชิดชอบ
• อนุทิน ชาญวีรกูล
• ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ทั้ง 3 คนมีจุดร่วมสำคัญจากเส้นทางการเมืองที่เชื่อมโยง ‘ไทยรักไทย’ ในช่วงที่ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ขึ้นมามีอำนาจ ก่อนที่เส้นทางจะค่อยๆ แยกออกจากกัน
จุดเริ่มต้น…ใต้ร่ม ‘ไทยรักไทย’
หากย้อนกลับไปถึงต้นทาง ‘3 น.’ ไม่ได้เติบโตจากเส้นทางเดียวกันทั้งหมด แต่มีจุดเชื่อมโยงกับยุคไทยรักไทย ซึ่งเป็น ‘โรงเรียนการเมือง’ ของคนจำนวนมากในเวลานั้น
‘เนวิน’ ขุนพลข้างกาย ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มีบทบาทด้านการเมืองและการประสานเสียงในสภา จนได้รับความไว้วางใจจาก ‘นายใหญ่’ อย่างมาก
‘อนุทิน’ ก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างจริงจังในยุคไทยรักไทย และมีชื่อในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบในปี 2550
ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘เนวิน-อนุทิน’ ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นในวันที่ภูมิใจไทยถือกำเนิดขึ้น แต่ค่อยๆ สะสมผ่านเครือข่ายทางการเมืองมานานแล้ว
ขณะที่ ‘ธรรมนัส’ มีเส้นทางอีกแบบหนึ่ง ‘เขา’ เริ่มต้นจากการเป็นคนสนิทของ ‘เสธไอซ์’ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต เพื่อนร่วมรุ่น ตท.10 ของ ‘ทักษิณ’ ซึ่ง ‘เสธ.ไอซ์’ ทำหน้าที่เป็นทีมรักษาความปลอดภัยและดูแลคอนเนกชันให้ ‘ทักษิณ’ ดังนั้น การอยู่กับ ‘เสธ.ไอซ์’ ทำให้ ‘ธรรมนัส’ ได้เรียนรู้ ‘ความกว้างขวาง’ และวิชาการจัดการ ‘หลังฉาก’ จนเป็นรากฐานสำคัญในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยน ‘เนวิน’ แยกทาง ‘ทักษิณ’
ปี 2551 เกิดปรากฏการณ์ ‘มันจบแล้วครับนาย’ หมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย หลังจากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ
‘กลุ่มเพื่อนเนวิน’ แยกออกจากเครือข่าย ‘ทักษิณ’ หันมาจับมือ ‘ประชาธิปัตย์’ เข้าสู่การสนับสนุน ‘รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ ก่อนจะต่อยอดมาสร้าง ‘พรรคภูมิใจไทย’
‘เนวิน’ ถอยไปเป็น ‘ครูใหญ่บุรีรัมย์’ วางแผนอยู่หลังฉาก ส่ง ‘อนุทิน’ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2555 และนี่การกำเนิด ‘บ้านสีน้ำเงิน’ ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แม้ ‘เนวิน’ จะไม่นั่งอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง แต่ชื่อของเขา ยังถูกเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์และเครือข่ายของภูมิใจไทยมาโดยตลอด
‘ธรรมนัส’ ปักฐานภาคเหนือ
ในช่วงเวลาเดียวกัน เส้นทางของ ‘ธรรมนัส’ เดินไปอีกรูปแบบ
จากจุดเริ่มต้นกับ ‘ไทยรักไทย’ เขาขยับเข้าสู่เครือข่ายการเมืองภาคเหนือ มีความใกล้ชิดกับ ‘เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์’ น้องสาวของทักษิณ ทำให้พื้นที่ภาคเหนือกลายเป็นฐานสำคัญของธรรมนัส
กระทั่งปี 2561 ‘ธรรมนัส’ เข้าสู่ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ และได้รับบทบาทด้านยุทธศาสตร์ภาคเหนือ ก่อนจะได้รับเลือกเป็น สส.พะเยาในการเลือกตั้งปี 2562 จากนั้น ชื่อของ ‘ผู้กองธรรมนัส’ ก็ปรากฏเด่นขึ้นในฐานะนักการเมืองที่มีบทบาทต่อการประสานเสียงและการต่อรองภายในรัฐบาล
เรื่องราวต่อจากนี้ คือจุดที่เส้นทางของ ‘3 น.’ กลับมาใกล้กันอีกครั้ง เพียงแค่ครั้งนี้ไม่ได้อยู่ใต้หลังคาบ้านหลังเดียวกัน
เลือกตั้ง 2562 คนละค่าย แต่ใจเดียวกัน
การเลือกตั้งปี 2562 อีกหนึ่งสนามที่สะท้อนบทบาทของทั้ง 3 คน ขณะนั้น ‘พรรคพลังประชารัฐ’ เดินหน้ารวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลและสนับสนุน ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ เป็นนายกฯ ขณะที่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ได้เป็นหนึ่งในพรรคตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล กระทั่ง ‘อนุทิน’ ได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
หากยังจำกันได้ ภาพการเมืองช่วงนั้น เราจะได้เห็น ‘ผู้กองธรรมนัส’ ในฐานะขุนพลสำคัญของพลังประชารัฐ ‘เขา’ กลายเป็นผู้มากบารมีที่ทำหน้าที่ประสานระหว่าง ‘บิ๊กป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับพรรคร่วมรัฐบาล
จาก พปชร. สู่ ‘กล้าธรรม’
‘ธรรมนัส’ สร้างบ้านของตัวเอง
ต่อมาเส้นทางของ ‘ธรรมนัส’ กับ ‘พลังประชารัฐ’ เกิดความขัดแย้ง จนต้องแยกออกจากบ้านเดิม แล้วก่อร่างสร้าง ‘พรรคกล้าธรรม’ ขึ้นมาเป็นฐานการเมืองของตัวเอง
เส้นทางนี้ทำให้บทบาทของ ‘ธรรมนัส’ เปลี่ยนจาก ‘ผู้เล่นมากบารมีในพรรคใหญ่’ มาเป็น ‘ผู้กุมอำนาจสูงสุดในบ้านตัวเอง’ และเมื่อ ‘กล้าธรรม’ สามารถรวบรวมเสียง สส.ได้จำนวนไม่น้อย ‘ผู้กอง’ ก็เริ่มมี ‘พื้นที่ต่อรอง’ เป็นของตัวเองมากขึ้น
เลือกตั้ง 2569 ทางแยกใหม่
การเมืองหลังเลือกตั้ง 2569 กลับมาเขียนสมการใหม่อีกครั้ง เมื่อ ‘ภูมิใจไทย’ ได้ สส.ทะลุ 191 คน ก้าวขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างเต็มภาคภูมิ มี ‘เพื่อไทย’ 74 เสียง เข้ามาสนับสนุนภายใต้การนำของ ‘อนุทิน’ ขณะที่ ‘กล้าธรรม’ กลับถูกปัดตก โดนผลักไป ‘ฝ่ายค้าน’ แบบเซอร์ไพรส์สุดๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ภูมิใจไทย’ เกิดจากการแยกตัวของ ‘เนวิน-ทักษิณ’ ทว่าวันนี้หวนกลับมาจับมือกับ ‘เพื่อไทย’ จนได้
58 เสียง : จุดเปลี่ยนของ ‘ผู้กอง’
“การเมืองไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร” คำนี้ไม่เคยเกินจริง เมื่อการพิจารณางบประมาณปี 2570 ‘กล้าธรรม’ ได้ลงมติสนับสนุนรัฐบาลสวนมติ ‘วิปฝ่ายค้าน’ จนกระทั่ง ‘ถูกขับ’ ออกอย่างเป็นทางการ
ความเปลี่ยนแปลงนี้ ‘เขย่า’ สมการการเมืองอีกรอบ ท่ามกลางการจับตาของทุกฝ่ายว่า ‘ผู้กอง’ จะนำทัพ 58 สส.กลับมาคืนสังเวียนรัฐบาลใน ‘ครม.อนุทิน 2’ นี้หรือไม่ ขณะที่ฟาก ‘ค่ายสีแดง’ ใจก็คงตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่าจะโดน ‘ค่ายน้ำเงิน’ ถีบออก แล้วเอา ‘ค่ายเขียว’ มาเสียบแทนหรือไม่ เพราะจำนวน สส. 74 ต่อ 58 เสียง ก็นับว่า ห่างกันไม่มากนัก
จาก ‘3 น.’ สู่สมการการเมืองใหม่
เมื่อย้อนดูตลอดเส้นทาง จะเห็นว่า ‘3 น.’ ไม่ได้เป็นกลุ่มการเมืองเดียวกันที่เดินเรียงแถวตลอด 20 กว่าปี ตรงกันข้าม ทั้งสามผ่านทั้งช่วงที่อยู่ใกล้กัน แยกออกจากกัน และกลับมาอยู่ในสมการเดียวกันอีกครั้ง
‘เนวิน-อนุทิน’ สร้างเครือข่ายการเมืองที่กลายเป็นฐานสำคัญของภูมิใจไทย เปลี่ยนจากพรรคตัวแปร ไปสู่การเป็น ‘แกนนำรัฐบาล’
‘ธรรมนัส’ ค่อยๆ สร้างเครือข่ายของตัวเอง จนมี ‘พรรคกล้าธรรม’ เป็นฐานทางการเมือง มีอำนาจต่อรองเทียบเท่า ‘เพื่อไทย’
จาก ‘3 น.’ ในยุคไทยรักไทย แยกย้ายกันไปเติบโต สุดท้ายวกกลับมาอยู่ในสมการเดียวกันอีก…
แต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะนี่ก็แค่บทหนึ่งของ ‘เครือข่ายการเมืองหน้าเดิมๆ สำหรับประชาชน’ เท่านั้นเอง




