แยกกันไม่ได้! สมการ ‘2 น. - 1 พ.’ กลไกหลัก ‘ภูมิใจไทย’

30 ก.ค. 2569 - 12:01

  • ถอดรหัสรอยร้าว “ค่ายสีน้ำเงิน” ผ่านมุมมองของ “ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง”

  • มองกระแสข่าวแตกคอ “2 น. - 1 พ.” เป็นเพียงเกมการเมืองและทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกขยายความ

  • พร้อมชี้ “เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์” ยังเป็นกลไกสำคัญที่ต้องพึ่งพากันในการขับเคลื่อน “ภูมิใจไทย”

แยกกันไม่ได้! สมการ ‘2 น. - 1 พ.’ กลไกหลัก ‘ภูมิใจไทย’

เมื่อทุกความเคลื่อนไหวถูกนำมาประกอบเป็นจิ๊กซอว์การเมือง ‘2 น. - 1 พ.’ จึงกลายเป็นสมการร้อนที่ถูกจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ หลังมีกระแสข่าวความไม่ลงรอยภายใน ‘ค่ายสีน้ำเงิน’ และการเชื่อมโยงไปถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในรัฐบาล รายการ “สนามข่าว 96” จึงหยิบยกประเด็นนี้มาพูดคุยผ่านมุมมองของ ‘ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง’ ถึงสัญญาณที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นต่อกระแสข่าวความไม่ลงรอยภายในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกโยงไปถึงความสัมพันธ์ของ ‘2 น. - 1 พ.’ ได้แก่ เนวิน ชิดชอบ, อนุทิน ชาญวีรกูล และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยเห็นว่าข่าวลือและการวิเคราะห์ต่าง ๆ ยังเป็นเพียงการคาดการณ์มากกว่าข้อเท็จจริง และไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าจะนำไปสู่การแตกหักทางการเมือง

ข่าวลือการจับขั้วใหม่ยังห่างไกลความจริง

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า การพูดคุยหรือพบปะกันของนักการเมืองต่างพรรคเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์และประเมินบรรยากาศทางการเมือง แต่การนำเหตุการณ์เหล่านี้ไปเชื่อมโยงว่าเป็นการล้มดีล หักหลัง หรือจัดตั้งขั้วอำนาจใหม่ ยังถือว่าไกลเกินกว่าข้อเท็จจริง

เขามองว่าหากพิจารณาจากตัวเลขและสภาพการเมืองปัจจุบัน การเปลี่ยนขั้วหรือหักหลังกันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทุกฝ่ายต่างต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และการยอมรับจากประชาชน ขณะที่ประสบการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองที่มีจุดยืนต่างกัน ก็ทำให้สังคมมีบทเรียนและข้อจำกัดอยู่แล้ว

สูตรปรับรัฐบาลยังไม่ตอบโจทย์เสถียรภาพ

นักวิชาการรายนี้มองว่า แนวคิดในการปรับคณะรัฐมนตรีด้วยการดึงบางพรรคเข้ามาแทนที่พรรคเพื่อไทย หรือปรับสัดส่วนเก้าอี้ใหม่ อาจดูเป็นทางออกทางการเมืองในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติจะสร้างความยุ่งยากตามมา ทั้งในแง่เสถียรภาพรัฐบาล การจัดสรรอำนาจ และการบริหารราชการ

หากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้ากระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาจส่งผลต่อการบริหารงานและการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะทำให้เกิดความปั่นป่วนมากกว่าผลดี ดังนั้น การปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาลในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นเกมการเมืองที่มีความเสี่ยงสูง และยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะเกิดขึ้นจริงในเวลานี้

ปม ‘ธรรมนัส’ สะท้อนแรงสั่นสะเทือนในกระทรวงเกษตรฯ

ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่า กระแสข่าวต่าง ๆ ส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ หลังมีการปรับโครงสร้างและจัดวางกำลังคนครั้งใหญ่

อย่างไรก็ตาม เขามองว่านักการเมืองจำเป็นต้องรู้จักรอจังหวะทางการเมือง เพราะการกลับมามีบทบาทในอนาคตไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในตำแหน่งเดิมหรือกระทรวงเดิมเสมอไป การเร่งเดินเกมเร็วเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อพรรคและเครือข่ายทางการเมืองของตนเอง

‘เพื่อไทย’ ยังไม่ถูกเขี่ยพ้นรัฐบาล

สำหรับกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยอาจถูกปรับออกจากรัฐบาลนั้น ผศ.ดร.วันวิชิต เชื่อว่าโอกาสเกิดขึ้นมีน้อยมาก และไม่เห็นสัญญาณว่าจะมีการปรับพรรคเพื่อไทยออกจากสมการอำนาจในระยะนี้

เขาอธิบายว่า แม้บางกระทรวงที่พรรคเพื่อไทยกำกับดูแล เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือกระทรวงแรงงาน จะเผชิญแรงกดดันทางการเมืองสูง แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุผลเพียงพอให้พรรคภูมิใจไทยต้องตัดความร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะทั้งสองพรรคเคยทำงานร่วมกันมาได้ด้วยดี และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงประเด็นเฉพาะหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

‘2 น. - 1 พ.’ ยังเป็นกลไกหลักของ ‘ภูมิใจไทย’

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างนายเนวิน นายอนุทิน และนายพิพัฒน์ ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่าทั้งสามคนต่างมีบทบาทเสริมกันและกัน จนกลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยเติบโต

เขาอธิบายว่า พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนและผ่านแรงกดดันหลายด้าน กว่าจะสร้างฐานทางการเมืองได้ในระดับปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะการขยายฐานเสียงในภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ในอดีตพรรคการเมืองหลายพรรคเจาะเข้าไปได้ยาก

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันของบุคคลหลายฝ่าย โดยนายพิพัฒน์มีบทบาทสำคัญในการสร้างฐานเสียงภาคใต้ ขณะที่นายอนุทินช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านความน่าเชื่อถือ ความยืดหยุ่น และความสัมพันธ์กับเครือข่ายทางธุรกิจและชนชั้นนำ ส่วนนายเนวินทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางทางการเมือง

ความขัดแย้งมีได้ แต่ไม่ถึงขั้นแตกพรรค

นักวิชาการผู้นี้ยอมรับว่า ภายในพรรคการเมืองขนาดใหญ่ย่อมมีการแข่งขันกันของกลุ่มบุคคลและเครือข่ายรอบตัวผู้นำ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ลงรอยในบางประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการจัดสรรอำนาจและโควตาตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าความขัดแย้งลักษณะนี้เป็นเรื่องปกติทางการเมือง และยังห่างไกลจากการแตกหัก เนื่องจากทั้งสามฝ่ายต่างตระหนักดีว่าการรักษาความเป็นเอกภาพของพรรคมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันภายใน

เมื่อเปรียบเทียบกับกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ ‘3 ป.’ ในอดีต จะเห็นว่าความระหองระแหงจำนวนมากเกิดจากการแข่งขันของกลุ่มคนรอบข้างมากกว่าตัวผู้นำเอง ดังนั้น สถานการณ์ของภูมิใจไทยในเวลานี้จึงยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะนำไปสู่การแตกตัวของพรรค

‘โพสต์ปริศนา’ อาจเป็นเพียงการเบี่ยงความสนใจ

กรณีโพสต์ข้อความปริศนาของ ‘ซ้อต่าย’ กรุณา ชิดชอบ (ภรรยาเนวิน ชิดชอบ) ที่ถูกนำไปตีความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งภายในพรรคภูมิใจไทยนั้น ผศ.ดร.วันวิชิต มองว่าอาจเป็นเพียงแท็กติกทางการเมืองที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความมากกว่าการส่งสัญญาณความขัดแย้งจริง

เขาอธิบายว่า ในทางการเมือง ประเด็นความขัดแย้งส่วนบุคคลมักได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าการตรวจสอบนโยบายหรือการบริหารงาน ทำให้นักการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ได้กังวลกับข่าวลือประเภทนี้มากนัก เพราะช่วยเบี่ยงความสนใจจากประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากกว่า

ที่ผ่านมา แม้จะมีข่าวลือเรื่องความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่ก็แทบไม่เคยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือการยุติความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างฉับพลัน

‘คดีฮั้ว สว.’ อาจกระทบรายบุคคลมากกว่าพรรคการเมือง

ในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวถึงคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หรือ “คดีฮั้ว สว.” ว่า หากไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน เช่น เอกสาร คลิปเสียง หรือหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงถึงผู้สั่งการได้โดยตรง การดำเนินคดีอาจไปได้ไม่ไกลกว่าระดับบุคคลที่ถูกกล่าวหา

เขาเห็นว่า พยานบุคคลเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนได้เสียในคดี อาจมีน้ำหนักไม่เพียงพอในทางกฎหมายที่จะเชื่อมโยงไปถึงแกนนำพรรคการเมืองหรือพรรคการเมืองทั้งพรรคได้

ขณะเดียวกัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรมีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เนื่องจากการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครและการกำกับดูแลกระบวนการเลือก สว. ในช่วงที่ผ่านมา ยังขาดความชัดเจนและความเข้มงวดเพียงพอ จนทำให้เกิดข้อสงสัยและข้อครหาในวงกว้าง

ผศ.ดร.วันวิชิต ประเมินว่า กระแสรอยร้าวระหว่าง ‘2 น. - 1 พ.’ ในพรรคภูมิใจไทยยังไม่ใช่สัญญาณของการแตกหักทางการเมือง แต่เป็นผลจากการตีความข่าวลือ ความเคลื่อนไหวทางการเมือง และการแข่งขันของกลุ่มบุคคลรอบข้างมากกว่า

โดยทั้ง ‘เนวิน–อนุทิน–พิพัฒน์’ ยังคงเป็นกลไกสำคัญที่ต้องพึ่งพากันในการรักษาและต่อยอดอำนาจทางการเมืองของพรรค ขณะที่กระแสการปรับสมการรัฐบาลหรือการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองในขณะนี้ ยังไม่มีปัจจัยรองรับมากพอที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงในระยะอันใกล้

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์