ครบ 1 ปี MOA ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ จุดเริ่มต้น ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คดี ‘ฮั้ว สว.’ จุดชี้ขาด ‘ศรัทธา’ ?

3 ก.ย. 2569 - 08:00

  • ครบ 1 ปี MOA ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ เมื่อสมการอำนาจเปลี่ยนจากโต๊ะจับมือ สู่ ‘คู่ตรงข้าม’ และ ‘ฮั้ว สว.’ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดชี้ขาดเดิมพัน ‘ศรัทธา’ จากประชาชน

ครบ 1 ปี MOA ‘ภูมิใจไทย-ปชน.’ จุดเริ่มต้น ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คดี ‘ฮั้ว สว.’ จุดชี้ขาด ‘ศรัทธา’ ?

วันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว การเมืองไทยมีภาพที่หลายคนอาจไม่คาดคิด เมื่อ ‘พรรคภูมิใจไทย’ กับ ‘พรรคประชาชน’ เปิดโต๊ะจับมือกันผ่านข้อตกลง MOA ท่ามกลางวิกฤตการเมืองในเวลานั้น จากสองพรรคที่อยู่คนละฟากของสมการการเมือง กลับต้องมานั่งร่วมโต๊ะกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี ภาพการเมืองกลับเปลี่ยนไปอย่างมาก จากวันที่เคยจับมือกัน กลายเป็นวันที่ต้อง ‘จับตากันเอง’

จากวันที่ ‘ภูมิใจไทย’ เป็นเพียงหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีอำนาจต่อรอง วันนี้กลับกลายเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ของสมการอำนาจที่ถูกจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งเกิดคำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งถูกฝ่ายการเมืองนำมาใช้เรียกภาพของการขยายอำนาจและเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย

คำถามไม่ได้อยู่เพียงว่า MOA เมื่อ 1 ปีก่อนประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน?

แต่คือ MOA กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสมการอำนาจทางการเมืองไทยอย่างไร?

1 ด.jpg
01-4.jpg

จาก ‘จับมือ’ สู่ ‘ขั้วตรงข้าม’

3 กันยายน 2568พรรคประชาชน นำโดย ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ จรดปากกาลงนาม MOA สนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่งเก้าอี้ ‘นายกฯ คนที่ 32’ ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ เดินหน้าประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในเวลานั้น โดยมีข้อตกลงหลัก 5 ประการ ดังนี้

  1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้มีเลือกตั้งใหม่
  2. กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ต้องมีการออกเสียงประชามติ ครม.ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
  3. กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่จำเป็นต้องออกเสียงประชามติ ครม.ชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาฯ ชุดนี้โดยเร็ว
  4. เพื่อสร้างหลักประกันว่า นายกฯ จะยุบสภาภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
  5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป จะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

GHI09322.jpg

การจัดตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน’ ดูเหมือนจะไปได้สวย โดยวางเป้าหมายยุบสภาภายใน 31 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่ตกลงกันไว้ใน MOA แต่ทุกอย่างกลับ ‘ผิดคาด’

ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2568 เริ่มเกิดรอยร้าวของ ‘ส้ม-น้ำเงิน’ ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาของรัฐสภาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เนื่องจากฝ่าย ‘พรรคประชาชน’ ต้องการลดอำนาจ สว. เพื่อเปิดทางให้ตั้ง ส.ส.ร. ได้ง่ายขึ้น แต่ฝั่ง ‘พรรคภูมิใจไทย’ ร่วมโหวตให้คงอำนาจ สว.ไว้ ทำให้ฝ่าย ‘พรรคส้ม’ มองว่า นี่เป็นการยื้อเวลา ที่สำคัญคือ ‘ผิดเจตนารมณ์ MOA’

เรื่องราวเริ่มบานปลาย เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ‘พรรคประชาชน’ ประกาศเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายและการทำประชามติล่าช้า และรัฐบาลเริ่มใช้อำนาจเกินกว่ากรอบ ‘รัฐบาลเฉพาะกิจ’ ทาง ปชน. จึงส่งสัญญาณเรียกร้องให้นายกฯ รับผิดชอบด้วยการยุบสภาตามสัญญา

ด้วยเหตุนี้ นายกฯ อนุทิน จึงตัดสินใจยื่นคำร้องทูลเกล้าฯ ยุบสภาล่วงหน้าก่อนกำหนดเดิมใน MOA จากเดิมสิ้นเดือนมกราคม 2569 เป็น 12 ธันวาคม 2568 โดยให้เหตุผลว่าทำตามที่ ‘หัวหน้าพรรคประชาชน’ เรียกร้อง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและตัดปัญหาความขัดแย้งในรัฐสภา พร้อมยืนยันว่า เดินตามกรอบ MOA มาตลอด “ไม่ได้หักหลัง”


LINE_ALBUM_ภูมิใจไทยแถลง_260902_1.jpg

‘สีน้ำเงิน’ จากสีพรรค สู่คำถามเรื่อง ‘เครือข่ายอำนาจ’

หลังการเลือกตั้ง 2569 ‘ภูมิใจไทย’ สามารถขยับสถานะขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของการเมืองไทย ขณะที่ ‘พรรคประชาชน’ ยังคงเดินหน้าในฐานะฝ่ายค้านและเป็นหนึ่งในคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายสีน้ำเงิน

ความสัมพันธ์ที่เคยมี ‘ข้อตกลงร่วมกัน’ เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบ ‘ต่างฝ่ายต่างตรวจสอบ’ ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า MOA เป็นเพียงข้อตกลงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลสะเทือนทางการเมืองของ MOA กลับดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไม่ได้วัดกันเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงวุฒิสภา องค์กรอิสระ และกลไกตรวจสอบต่างๆ

คำว่า ‘สีน้ำเงิน’ เดิมเป็นเพียงภาพแทนของพรรคภูมิใจไทย แต่ในช่วง 100 วันที่ผ่านมา กลายเป็นคำ ที่ฝ่ายค้านใช้พูดถึง เครือข่าย อำนาจต่อรอง และความสัมพันธ์ทางการเมือง ซึ่งถูกมองว่า มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายสีน้ำเงิน จนขนานนามคำขึ้นมาใหม่ว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ พร้อมกับคำถามที่ว่า อำนาจทางการเมืองกำลังถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปหรือไม่?

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสมการการเมืองขยับจากสภาผู้แทนราษฎรไปสู่สนาม สว.

คำถามนี้ จึงยิ่งเข้มข้นขึ้น!


‘ฮั้ว สว.’ จุดเปลี่ยนสำคัญ

ย้อนกลับไปที่การเลือก สว. ในปี 2567 กลับกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนของการเมืองไทยในปี 2569 เพราะการได้มาของวุฒิสภาชุดใหม่ 200 คนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่เกิดจากกระบวนการเลือกกันเองในระดับกลุ่มอาชีพและขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด จนทำให้เกิดข้อร้องเรียนและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการเลือก โดยเฉพาะประเด็น ‘ฮั้วเลือก สว.’

RM408015-1.jpg

จากเรื่องที่ควรจบลงหลังประกาศผล กลับกลายเป็นคดีและกระบวนการตรวจสอบที่ลากยาวมาถึงปัจจุบัน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ตัว สว.ที่ถูกกล่าวหา แต่กลับถูกลากไส้เกี่ยวโยงไปถึง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ทั้งหมด โดยมีผู้ถูกกล่าวหา ‘คดีฮั้ว สว.’ มากถึง 229 คน แบ่งเป็น 138 สว. และอีก 91 คนเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และสมาชิกพรรค-เครือข่าย โดยในจำนวนนี้มี 13 รัฐมนตรี และ 17 สส.จากพรรคภูมิใจไทย

‘พรรคประชาชน’ ไม่ได้เป็นเพียงผู้จับตาคดี แต่กลายเป็นฝ่ายการเมืองที่ผลักดันให้ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว.อย่างต่อเนื่อง โดยจัดเวทีเปิดข้อมูลพยานเกี่ยวกับการเลือก สว.หลายครั้ง และนี่จึงทำให้คดี ‘ฮั้ว สว.’ ถูกยกระดับไปเป็น สนามปะทะทางการเมืองระหว่าง ‘ส้ม-น้ำเงิน’

‘ศึกส้ม-น้ำเงิน’ เข้มขึ้น ทั้งสองฝ่ายสวนกลับกันทุกช็อต โดยฝั่งพรรคส้มและ iLaw คอยเปิดโปงตัวละคร-พยานหลักฐานโยง ‘น้ำเงิน’ อย่างต่อเนื่อง ส่วนพรรคฝั่งน้ำเงิน โต้กลับทุกครั้งที่ถูกกล่าวหา พร้อมปฏิเสธชัดว่า ไม่ได้เอี่ยวฮั้ว สว. แถมยังแจ้งความกลับอีกด้วย

งานนี้ ไม่ใช่แค่ ‘ใครถูก ใครผิด’ แต่กลายเป็น ‘เกมแลกหมัด’ ที่ทั้งส้มและน้ำเงินต่างไม่ยอมถอย แม้ ‘คดีฮั้ว สว.’ ยังต้องรอ มติ กกต.ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่าจะส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาต่อไปหรือไม่ แต่ ‘คดีร้อน’ คดีนี้ ก็สั่นสะเทือนถึงความศรัทธาของประชาชนไปไม่น้อย


1-17.jpg

จาก ‘พันธมิตรชั่วคราว’ สู่ ‘คู่แข่งทางการเมือง’

สิ่งที่น่าสนใจในรอบ 1 ปี อาจไม่ใช่แค่ ‘การเติบโต’ ของอำนาจฝ่ายสีน้ำเงิน แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จาก ‘จับมือกันเพื่อหาทางออก’ กลายเป็น ‘จับตากันเพื่อวัดความชอบธรรม’ นี่เป็นบทเรียนสำคัญของการเมืองไทยว่า ไม่มีพันธมิตรใดถาวร และไม่มีข้อตกลงใดหยุดการเปลี่ยนแปลงของสมการอำนาจได้

ครบ 1 ปี MOA จึงไม่ใช่เพียงการย้อนรำลึกถึงข้อตกลงทางการเมืองในอดีต แต่เป็นการมองย้อนกลับไปว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากวันนั้น

อนุทิน-เท้ง.jpg

จากวันที่ ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘พรรคประชาชน’ เคยจับมือกัน วันนี้หนึ่งฝ่ายกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในสมการอำนาจ ขณะที่อีกฝ่ายมุ่งตรวจสอบอำนาจดังกล่าว ท่ามกลางคำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่ถูกพูดถึงหนักขึ้นเรื่อยๆ คดี ‘ฮั้ว สว.’ กลายเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญที่สุด

ไม่ใช่เพียงบททดสอบของภูมิใจไทย

ไม่ใช่เพียงบททดสอบของ สว.

แต่เป็นบททดสอบของ ‘ระบบตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมไทย’ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อำนาจอาจสร้างได้จากการต่อรองทางการเมือง แต่การรักษาอำนาจให้ยั่งยืน อาจต้องอาศัยสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ ‘ศรัทธา’

คำถามหลังครบ 1 ปี MOA จึงอาจไม่ใช่เพียงว่า

ใครกำลังครองอำนาจ?

แต่คือ เมื่อถึงวันที่ประชาชนต้องตัดสิน ใครจะยังเหลือศรัทธาอยู่มากที่สุด?

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์