วันนี้เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว การเมืองไทยมีภาพที่หลายคนอาจไม่คาดคิด เมื่อ ‘พรรคภูมิใจไทย’ กับ ‘พรรคประชาชน’ เปิดโต๊ะจับมือกันผ่านข้อตกลง MOA ท่ามกลางวิกฤตการเมืองในเวลานั้น จากสองพรรคที่อยู่คนละฟากของสมการการเมือง กลับต้องมานั่งร่วมโต๊ะกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ แต่เมื่อเวลาผ่านไปครบ 1 ปี ภาพการเมืองกลับเปลี่ยนไปอย่างมาก จากวันที่เคยจับมือกัน กลายเป็นวันที่ต้อง ‘จับตากันเอง’
จากวันที่ ‘ภูมิใจไทย’ เป็นเพียงหนึ่งในพรรคการเมืองที่มีอำนาจต่อรอง วันนี้กลับกลายเป็น ‘ศูนย์กลาง’ ของสมการอำนาจที่ถูกจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกระทั่งเกิดคำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งถูกฝ่ายการเมืองนำมาใช้เรียกภาพของการขยายอำนาจและเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย
คำถามไม่ได้อยู่เพียงว่า MOA เมื่อ 1 ปีก่อนประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน?
แต่คือ MOA กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสมการอำนาจทางการเมืองไทยอย่างไร?


จาก ‘จับมือ’ สู่ ‘ขั้วตรงข้าม’
3 กันยายน 2568พรรคประชาชน นำโดย ‘ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ’ จรดปากกาลงนาม MOA สนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นั่งเก้าอี้ ‘นายกฯ คนที่ 32’ ภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ เดินหน้าประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในเวลานั้น โดยมีข้อตกลงหลัก 5 ประการ ดังนี้
- นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้มีเลือกตั้งใหม่
- กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ต้องมีการออกเสียงประชามติ ครม.ชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเร็ว ทั้งนี้ ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป
- กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ไม่จำเป็นต้องออกเสียงประชามติ ครม.ชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาฯ ชุดนี้โดยเร็ว
- เพื่อสร้างหลักประกันว่า นายกฯ จะยุบสภาภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก
- พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป จะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

การจัดตั้ง ‘รัฐบาลอนุทิน’ ดูเหมือนจะไปได้สวย โดยวางเป้าหมายยุบสภาภายใน 31 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่ตกลงกันไว้ใน MOA แต่ทุกอย่างกลับ ‘ผิดคาด’
ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2568 เริ่มเกิดรอยร้าวของ ‘ส้ม-น้ำเงิน’ ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาของรัฐสภาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เนื่องจากฝ่าย ‘พรรคประชาชน’ ต้องการลดอำนาจ สว. เพื่อเปิดทางให้ตั้ง ส.ส.ร. ได้ง่ายขึ้น แต่ฝั่ง ‘พรรคภูมิใจไทย’ ร่วมโหวตให้คงอำนาจ สว.ไว้ ทำให้ฝ่าย ‘พรรคส้ม’ มองว่า นี่เป็นการยื้อเวลา ที่สำคัญคือ ‘ผิดเจตนารมณ์ MOA’
เรื่องราวเริ่มบานปลาย เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ‘พรรคประชาชน’ ประกาศเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายและการทำประชามติล่าช้า และรัฐบาลเริ่มใช้อำนาจเกินกว่ากรอบ ‘รัฐบาลเฉพาะกิจ’ ทาง ปชน. จึงส่งสัญญาณเรียกร้องให้นายกฯ รับผิดชอบด้วยการยุบสภาตามสัญญา
ด้วยเหตุนี้ นายกฯ อนุทิน จึงตัดสินใจยื่นคำร้องทูลเกล้าฯ ยุบสภาล่วงหน้าก่อนกำหนดเดิมใน MOA จากเดิมสิ้นเดือนมกราคม 2569 เป็น 12 ธันวาคม 2568 โดยให้เหตุผลว่าทำตามที่ ‘หัวหน้าพรรคประชาชน’ เรียกร้อง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและตัดปัญหาความขัดแย้งในรัฐสภา พร้อมยืนยันว่า เดินตามกรอบ MOA มาตลอด “ไม่ได้หักหลัง”

‘สีน้ำเงิน’ จากสีพรรค สู่คำถามเรื่อง ‘เครือข่ายอำนาจ’
หลังการเลือกตั้ง 2569 ‘ภูมิใจไทย’ สามารถขยับสถานะขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของการเมืองไทย ขณะที่ ‘พรรคประชาชน’ ยังคงเดินหน้าในฐานะฝ่ายค้านและเป็นหนึ่งในคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายสีน้ำเงิน
ความสัมพันธ์ที่เคยมี ‘ข้อตกลงร่วมกัน’ เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบ ‘ต่างฝ่ายต่างตรวจสอบ’ ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า MOA เป็นเพียงข้อตกลงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ผลสะเทือนทางการเมืองของ MOA กลับดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะเมื่อการเมืองไม่ได้วัดกันเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงวุฒิสภา องค์กรอิสระ และกลไกตรวจสอบต่างๆ
คำว่า ‘สีน้ำเงิน’ เดิมเป็นเพียงภาพแทนของพรรคภูมิใจไทย แต่ในช่วง 100 วันที่ผ่านมา กลายเป็นคำ ที่ฝ่ายค้านใช้พูดถึง เครือข่าย อำนาจต่อรอง และความสัมพันธ์ทางการเมือง ซึ่งถูกมองว่า มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายสีน้ำเงิน จนขนานนามคำขึ้นมาใหม่ว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ พร้อมกับคำถามที่ว่า อำนาจทางการเมืองกำลังถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเกินไปหรือไม่?
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสมการการเมืองขยับจากสภาผู้แทนราษฎรไปสู่สนาม สว.
คำถามนี้ จึงยิ่งเข้มข้นขึ้น!
‘ฮั้ว สว.’ จุดเปลี่ยนสำคัญ
ย้อนกลับไปที่การเลือก สว. ในปี 2567 กลับกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนของการเมืองไทยในปี 2569 เพราะการได้มาของวุฒิสภาชุดใหม่ 200 คนไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่เกิดจากกระบวนการเลือกกันเองในระดับกลุ่มอาชีพและขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนด จนทำให้เกิดข้อร้องเรียนและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกระบวนการเลือก โดยเฉพาะประเด็น ‘ฮั้วเลือก สว.’

จากเรื่องที่ควรจบลงหลังประกาศผล กลับกลายเป็นคดีและกระบวนการตรวจสอบที่ลากยาวมาถึงปัจจุบัน เพราะเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่ตัว สว.ที่ถูกกล่าวหา แต่กลับถูกลากไส้เกี่ยวโยงไปถึง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ทั้งหมด โดยมีผู้ถูกกล่าวหา ‘คดีฮั้ว สว.’ มากถึง 229 คน แบ่งเป็น 138 สว. และอีก 91 คนเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และสมาชิกพรรค-เครือข่าย โดยในจำนวนนี้มี 13 รัฐมนตรี และ 17 สส.จากพรรคภูมิใจไทย
‘พรรคประชาชน’ ไม่ได้เป็นเพียงผู้จับตาคดี แต่กลายเป็นฝ่ายการเมืองที่ผลักดันให้ตรวจสอบกระบวนการเลือก สว.อย่างต่อเนื่อง โดยจัดเวทีเปิดข้อมูลพยานเกี่ยวกับการเลือก สว.หลายครั้ง และนี่จึงทำให้คดี ‘ฮั้ว สว.’ ถูกยกระดับไปเป็น สนามปะทะทางการเมืองระหว่าง ‘ส้ม-น้ำเงิน’
‘ศึกส้ม-น้ำเงิน’ เข้มขึ้น ทั้งสองฝ่ายสวนกลับกันทุกช็อต โดยฝั่งพรรคส้มและ iLaw คอยเปิดโปงตัวละคร-พยานหลักฐานโยง ‘น้ำเงิน’ อย่างต่อเนื่อง ส่วนพรรคฝั่งน้ำเงิน โต้กลับทุกครั้งที่ถูกกล่าวหา พร้อมปฏิเสธชัดว่า ไม่ได้เอี่ยวฮั้ว สว. แถมยังแจ้งความกลับอีกด้วย
งานนี้ ไม่ใช่แค่ ‘ใครถูก ใครผิด’ แต่กลายเป็น ‘เกมแลกหมัด’ ที่ทั้งส้มและน้ำเงินต่างไม่ยอมถอย แม้ ‘คดีฮั้ว สว.’ ยังต้องรอ มติ กกต.ในวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่าจะส่งฟ้องไปยังศาลฎีกาต่อไปหรือไม่ แต่ ‘คดีร้อน’ คดีนี้ ก็สั่นสะเทือนถึงความศรัทธาของประชาชนไปไม่น้อย

จาก ‘พันธมิตรชั่วคราว’ สู่ ‘คู่แข่งทางการเมือง’
สิ่งที่น่าสนใจในรอบ 1 ปี อาจไม่ใช่แค่ ‘การเติบโต’ ของอำนาจฝ่ายสีน้ำเงิน แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน จาก ‘จับมือกันเพื่อหาทางออก’ กลายเป็น ‘จับตากันเพื่อวัดความชอบธรรม’ นี่เป็นบทเรียนสำคัญของการเมืองไทยว่า ไม่มีพันธมิตรใดถาวร และไม่มีข้อตกลงใดหยุดการเปลี่ยนแปลงของสมการอำนาจได้
ครบ 1 ปี MOA จึงไม่ใช่เพียงการย้อนรำลึกถึงข้อตกลงทางการเมืองในอดีต แต่เป็นการมองย้อนกลับไปว่า การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังจากวันนั้น

จากวันที่ ‘ภูมิใจไทย’ และ ‘พรรคประชาชน’ เคยจับมือกัน วันนี้หนึ่งฝ่ายกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในสมการอำนาจ ขณะที่อีกฝ่ายมุ่งตรวจสอบอำนาจดังกล่าว ท่ามกลางคำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่ถูกพูดถึงหนักขึ้นเรื่อยๆ คดี ‘ฮั้ว สว.’ กลายเป็นหนึ่งในบททดสอบสำคัญที่สุด
ไม่ใช่เพียงบททดสอบของภูมิใจไทย
ไม่ใช่เพียงบททดสอบของ สว.
แต่เป็นบททดสอบของ ‘ระบบตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมไทย’ เพราะท้ายที่สุดแล้ว อำนาจอาจสร้างได้จากการต่อรองทางการเมือง แต่การรักษาอำนาจให้ยั่งยืน อาจต้องอาศัยสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ ‘ศรัทธา’
คำถามหลังครบ 1 ปี MOA จึงอาจไม่ใช่เพียงว่า




