วงการเมืองและภาคประชาชนเกิดแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่อีกครั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทย มีหัวหมู่ทะลวงฟันอย่าง ศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายของพรรค เดินหน้าเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม 4 ฉบับรวด
สาระสำคัญของการขยับหมากตานี้คือความพยายามรื้อระบบการจัดสรรรายได้จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ หรือ ภาษีบาป ที่ถูกส่งตรงไปสนับสนุน 4 องค์กรและกองทุนสำคัญ ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), กองทุนผู้สูงอายุ และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
เป้าหมายสูงสุดของฝ่ายผู้เสนอร่างคือ การตัดวงจรรายได้เฉพาะดังกล่าว แล้วดึงเงินทั้งหมดกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ต้องเข้าแถวขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีผ่านสภาผู้แทนราษฎรเหมือนหน่วยงานราชการทั่วไป
ชนวนเหตุดังกล่าวได้เปิดฉากการต่อสู้ทางความคิดครั้งสำคัญระหว่างแนวคิดการรักษาเอกภาพและวินัยการเงินการคลัง กับการปกป้องความเป็นอิสระทางการเงินของสถาบันสาธารณะจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง
เหตุผลสองด้าน การคลังรวมศูนย์ VS อิสรภาพ
ในมุมมองของผู้เสนอร่างกฎหมาย พรรคภูมิใจไทยชูธงเรื่องการปฏิรูประบบการคลังตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 26 โดยชี้ว่าเงินนอกงบประมาณที่ส่งตรงแบบอัตโนมัติทำให้รัฐบาลและรัฐสภาไม่สามารถมองเห็นภาพรวมทางรายรับรายจ่ายของประเทศได้อย่างครบถ้วน
อีกทั้งสภายังไม่มีอำนาจปรับลดหรือกำกับทิศทางเม็ดเงินเหล่านี้อย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการหยิบยกข้อสังเกตจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณของสื่อสาธารณะขึ้นมาเป็นหัวหอกในการขับเคลื่อน
แต่ในสายตาของเครือข่ายภาคประชาสังคม สภาองค์กรของผู้บริโภค องค์กรวิชาชีพสื่อ และนักวิชาการ การดึงเงินกลับสู่ระบบงบประมาณถูกมองว่าเป็นภัยคุกคาม
เนื่องจากระบบภาษีเฉพาะถูกออกแบบขึ้นเพื่อเป็น "เกราะป้องกันทางการเงิน" ไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณปีต่อปีเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ต่อรอง หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ตรวจสอบของสื่อสาธารณะ จนลดทอนสถานะลงเป็นเพียงกระบอกเสียงของรัฐ
ขณะที่ฝั่ง สสส. และกองทุนผู้สูงอายุ การพึ่งพางบประมาณแผ่นดินที่ไม่แน่นอนอาจกระทบต่อการขับเคลื่อนงานสุขภาวะระยะยาวตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และตัดทอนโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรของภาคประชาชนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม
มาตรา 77 มติมหาชนคัดค้านท่วมท้น
เมื่อรัฐสภาเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อมูลสถิติได้สะท้อนฉันทามติของภาคประชาชนอย่างเด่นชัดว่า มีความกังวลและไม่เห็นด้วยกับการรื้อโครงสร้างรายได้ดังกล่าวเกินกว่ากึ่งหนึ่งอย่างท่วมท้น
ตัวเลขการคัดค้านไม่เห็นด้วยพุ่งเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ทุกฉบับ แสดงให้เห็นว่าสังคมตระหนักถึงภัยของการรวมศูนย์อำนาจงบประมาณไว้ที่มือของฝ่ายการเมืองมากกว่าการมองเรื่องวินัยการคลังเพียงมิติเดียว
วัดใจอำนาจอาญาสิทธิ์ในมือ นายกฯ
แม้เสียงมหาชนบนหน้าเว็บไซต์รัฐสภาจะออกมาในทางปฏิเสธอย่างถล่มทลาย แต่ในทางนิติบัญญัติ การรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 เป็นเพียงองค์ประกอบทางข้อมูล ไม่ได้มีสภาพบังคับทางกฎหมายที่จะหยุดยั้งร่างพระราชบัญญัติได้โดยอัตโนมัติ
จุดชี้เป็นชี้ตายที่แท้จริงของร่างกฎหมายชุดนี้กลับขึ้นอยู่กับตัวบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วย "ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน"
ตามกลไกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ร่างกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการยกเลิก ลด หรือจัดสรรภาษีอากรและเงินของรัฐ หากริเริ่มเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของสภาได้ก็ต่อเมื่อ "ได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี"
กติกานี้เปรียบเสมือนดาบอาญาสิทธิ์ของฝ่ายบริหาร หากนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบและลงนามรับรอง ร่างกฎหมายก็จะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการถกเถียงและลงมติสามวาระของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรต่อไป แต่ในทางกลับกัน หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจไม่ให้คำรับรอง ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะถูกตีตกไปในทันทีโดยไม่มีสิทธิแม้แต่จะเปิดประตูเข้าสู่ห้องประชุมสภา
ภาวะดังกล่าวจึงก่อให้เกิดภาพสะท้อนทางการเมืองอันน่าจับตา เมื่อผู้เสนอกฎหมายหลักคือพรรคภูมิใจไทย ขณะที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีว่าจะประทับรับรองร่างกฎหมายของพรรคตนเอง หรือจะเลือกชะลอเพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคม
กระแสคัดค้านจากประชาชนที่ไม่เห็นด้วยเกินกว่า 70 ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า สังคมไทยยังคงหวงแหนพื้นที่สาธารณะที่ไม่ถูกชักใยโดยอำนาจรัฐ แม้ข้ออ้างเรื่องการจัดระเบียบบัญชีงบประมาณแผ่นดินให้เป็นเอกภาพจะมีน้ำหนักในเชิงการบริหาร
แต่ก็ต้องยอมแรกเรื่องหลักประกันความเป็นอิสระทางการเงินของสื่อสาธารณะและองค์กรพัฒนาสุขภาวะ
ตัวเลขความไม่เห็นด้วยของประชาชนหลายหมื่นเสียงย่อมไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ขึ้นบนเว็บไซต์ แต่กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองโดยตรงที่ส่งไปยังนายกรัฐมนตรี
การจะใช้ดาบอาญาสิทธิ์เปิดทางให้ร่างกฎหมายนี้เข้าสภา หรือจะยอมถอยก้าวหนึ่งเพื่อลดแรงปะทะทางสังคม ย่อมเป็นทางสองแพร่งที่ฝ่ายบริหารต้องเลือกระหว่างการรวบอำนาจงบประมาณเข้าสู่อำนาจการเมือง กับการรักษาศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันสาธารณะของประเทศ
-3.jpg&w=3840&q=75)
อ้างอิง
bangkokbiznews / thaipost / thaipbs / matichon /





