ยามที่น้ำไหลบ่าเข้าพื้นที่ท้ายน้ำอย่าง สนามชัยเขต พนมสารคาม แปลงยาว บางคล้า ลามไปจนถึง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ส่งผลให้ทางหลวงแผ่นดิน พืชผลการเกษตรอย่าง สวนมะม่วงบางคล้า ต้องจมอยู่ใต้น้ำเน่าขังนานนับสิบวัน จนสุ่มเสี่ยงต่อการยืนต้นตาย
ขณะที่บ่อกุ้งและบ่อปลา อันเป็นต้นทุนชีวิตของเกษตรกรลอยหายไปกับกระแสน้ำ สถานการณ์ยังถูกซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติอย่าง น้ำหลากตอนบนไหล มาบรรจบกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำบางปะกง ทำให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยหยุดชะงักอย่างเชื่องช้า
แต่สิ่งที่น่าสงสัยกลับไม่ใช่เพียงแค่ระดับน้ำที่สูงท่วมหัว แต่เป็นการขาด "เอกภาพ" ในการทำงานร่วมกันระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้ง 4 เขต กับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
แทนที่จะได้เห็นการจัดตั้งวอร์รูมบูรณาการระดับจังหวัด เพื่อเจรจาระบายน้ำแบบไร้รอยต่อ ภาพที่ปรากฏกลับเป็นเพียงการเคลื่อนไหวแบบตัวใครตัวมัน สส. ออกตรวจเขตตนเอง อบจ. วิ่งแจกถุงยังชีพและหยอดเครื่องสูบน้ำเป็นหย่อมๆ
ความกระจัดกระจายนี้มิได้เกิดจากความไร้สมรรถภาพของกลไกราชการเพียงลำพัง หากแต่สะท้อนถึงภูมิทัศน์ การเมืองแปดริ้ว ที่มี ตระกูลบ้านใหญ่หลายตระกูล ครอบครองพื้นที่คนละทิศละทาง และกำลังติดหล่ม สงครามตัวแทน ระหว่างสองค่ายอำนาจใหญ่ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงรัฐบาลส่วนกลาง
ภูมิทัศน์การเมือง 'แปดริ้วร้อยตระกูล'
จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเอกลักษณ์ทางการเมืองที่สลับซับซ้อนกว่าหลายจังหวัดในภาคตะวันออก เพราะไม่เคยมีตระกูลการเมืองใดตระกูลเดียวที่สามารถรวบอำนาจเบ็ดเสร็จครอบคลุมได้ทั้งจังหวัด แต่แบ่งเขตอิทธิพลออกเป็นแว่นแคว้นของตนเองมาอย่างยาวนาน
ในเขตอำเภอเมืองฉะเชิงเทราและพื้นที่พาณิชย์ริมน้ำ มีตระกูล "ฉายแสง" เป็นเสาหลักที่ปักหลักแน่นหนามาหลายทศวรรษ ถัดไปทางพนมสารคามและสนามชัยเขตเป็นเขตอิทธิพลของตระกูล "ตันเจริญ" ผู้เจนจัดในเกมรัฐสภา เคียงข้างกับตระกูล "อัศวชัยโสภณ"
ขณะที่พื้นที่เกษตรกรรมและรอยต่อบางน้ำเปรี้ยวและบางคล้า มีตระกูล "ศิริลัทธยากร" และตระกูล "จารุสมบัติ" ปักหลักรักษาฐานเสียงอย่างเหนียวแน่น
ส่วนพื้นที่แปลงยาวเป็นดินแดนของตระกูล "นพเกตุ" ร่วมด้วยกลุ่มทุนใหม่อย่างตระกูล "ชูทับทิม" และตระกูล "เป้าเปี่ยมทรัพย์" ที่คุมกลไกท้องถิ่นระดับจังหวัดมายาวนาน
การดำรงอยู่ของหลายตระกูลที่ต่างคนต่างมีฐานมวลชนเป็นของตนเอง ทำให้การขับเคลื่อนโครงการระดับจังหวัดไม่เคยเกิดขึ้นจากศูนย์รวมอำนาจเดี่ยว หากต้องอาศัยการประนีประนอมและการแบ่งปันดุลอำนาจกันอย่างเปราะบางมาโดยตลอด
พันธมิตรชั่วคราว บนเก้าอี้ อบจ.
ภาพลวงตาแห่งความปรองดองปรากฏขึ้นเด่นชัดในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราที่ผ่านมา เมื่อเกิดดีลประวัติศาสตร์เมื่อ กิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ หรือ "นายกไก่" ผู้ครองเก้าอี้ อบจ. มาเนิ่นนาน ตัดสินใจถอยฉากไม่ลงสมัครรักษาตำแหน่ง และหันมาประกาศหนุน กลยุทธ ฉายแสง หรือ "นายกก้อย" น้องชาย จาตุรนต์ ฉายแสง ให้ลงชิงชัยในนามกลุ่ม "รวมใจพัฒนา"
ดีลการเมืองนี้เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของกลุ่มบ้านใหญ่ ทั้งสาย ตันเจริญ - ฉายแสง - จารุสมบัติ - อัศวชัยโสภณ - นพเกตุ และ ชูทับทิม จนทำให้ กลยุทธ ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นทะลุแสนคะแนน คว้าเก้าอี้นายก อบจ. ไปครองแบบไร้แรงต้าน
แต่เบื้องหลังชัยชนะอันงดงามไม่ใช่ความกลมเกลียวกันเสียทีเดียว แต่เป็น "สัญญาพักรบชั่วคราว" เพื่อแบ่งสรรเก้าอี้บริหารท้องถิ่นให้ลงตัว ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งรองนายก อบจ. ที่จัดสรรโควตาให้ตัวแทนสาย ตระกูลนพเกตุ และ ตระกูลชูทับทิม เข้ามานั่งบริหารร่วมกัน
การรอมชอมในระดับท้องถิ่นเป็นเพียงการวางสนธิสัญญาไม่รุกรานกันในขอบเขตการจัดสรรงบประมาณพัฒนาเมืองแปดริ้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าเขี้ยวเล็บทางการเมืองในระดับชาติของแต่ละตระกูลจะถูกลิดรอนลงไป
สนามระดับชาติ 'กล้าธรรม' กวาด 3 เขต สยบ 'เพื่อไทย'
เมื่อย้ายสายตาจากสนามท้องถิ่นมาสู่สนามเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ภาพพันธมิตรหวานชื่นกลับกลายเป็นสงครามข้ามขั้วที่ห้ำหั่นกันดุเดือดระหว่าง 2 ค่ายใหญ่ คือ "ค่ายเพื่อไทย" นำโดย ตระกูลฉายแสง - ตันเจริญ - อัศวชัยโสภณ และ จารุสมบัติ ปะทะกับ "ค่ายกล้าธรรม" ภายใต้การนำทัพของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งกวาดต้อนขุนพลบ้านใหญ่อย่าง ตระกูลศิริลัทธยากร และ ตระกูลเป้าเปี่ยมทรัพย์ เข้าไปร่วมทัพ
ผลการเลือกตั้ง สส. ฉะเชิงเทรา สะท้อนความพ่ายแพ้ยับเยิน ค่ายเพื่อไทย เมื่อ พรรคกล้าธรรม สามารถกวาดเก้าอี้ไปได้ถึง 3 เขตเลือกตั้ง ทิ้งให้ พรรคเพื่อไทย เหลือรอดเพียงเก้าอี้เดียว
ในเขต 1 ฐิติมา ฉายแสง จากเพื่อไทย ยังคงรักษาปราการด่านสุดท้ายของตระกูลไว้ได้
แต่ในเขต 2 อรรถกร ศิริลัทธยากร จากพรรคกล้าธรรม กวาดชัยชนะตอกย้ำอำนาจของ ตระกูลศิริลัทธยากร
ขณะที่เขต 3 ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ในสีเสื้อ กล้าธรรม ก็คว้าชัยชนะสยบ ตระกูลตันเจริญ อย่างราบคาบ
เขต 4 จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ จากพรรคกล้าธรรม ก็เข้าวินคว้าที่นั่งไปครอง
ศึกชิงเก้าอี้ รมต.เกษตรฯ สะเทือนแปดริ้ว
ความขัดแย้งในพื้นที่แปดริ้วทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อพัวพันเข้ากับเกมอำนาจระดับรัฐบาล พรรคกล้าธรรม เปิดเกมรุกคืบกดดันพรรคเพื่อไทยอย่างหนัก โดยส่งสัญญาณร่วมรัฐบาลทวงคืนโควตารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้อยู่ในกำมือของพรรคกล้าธรรม
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่เพียงหน่วยงานราชการทั่วไป แต่เป็นหัวใจของการควบคุมระบบชลประทาน กรมชลประทาน ประตูระบายน้ำ และงบประมาณเยียวยาเกษตรกรทั่วประเทศ
สภาวะการคุมเชิงทางการเมืองระหว่าง พรรคกล้าธรรม กับ พรรคเพื่อไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสั่งการรับมือน้ำท่วม
หากมีการผันน้ำออกจากเขตอิทธิพลของ พรรคกล้าธรรม ในอำเภอพนมสารคามหรือบางคล้า มวลน้ำย่อมต้องไหลบ่าเข้าสู่อำเภอเมืองและบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งเป็นพื้นที่ของ เพื่อไทย ความหวาดระแวงเรื่องการ "ผลักน้ำข้ามเขต" ฝ่ายตรงข้าม ทำให้ สส. พรรคกล้าธรรมทั้ง 3 เขต เน้นการประสานงานเฉพาะกับเครือข่ายของตนเอง
ขณะที่ อบจ. ภายใต้การนำของ กลยุทธ ฉายแสง จาก ค่ายเพื่อไทย ก็ไม่สามารถประสานข้ามขั้วไปยัง สส. เสียงข้างมากของจังหวัดได้อย่างสนิทใจ กลไกการแก้ปัญหาน้ำท่วมจึงอยู่ในสภาพต่างคนต่างทำ
วิกฤตน้ำท่วมแปดริ้วในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงภัยธรรมชาติอันเกิดจากฝนตกหนักหรือน้ำทะเลหนุนสูง หากแต่เป็นภาพสะท้อนอันแจ่มชัดของ "น้ำกับการเมือง" ใต้ร่มเงาของระบบบ้านใหญ่
ความสมานฉันท์ในระดับท้องถิ่นที่จัดฉากขึ้นในศึกเลือกตั้ง อบจ. เป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่อาจต้านทานแรงเหวี่ยงของความขัดแย้งในระดับชาติได้
เมื่อสนามเลือกตั้ง สส. แบ่งขั้วแยกค่ายชัด และการแย่งชิงเก้าอี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลายเป็นเดิมพันอำนาจสูงสุดของ พรรคกล้าธรรม กับ พรรคเพื่อไทย การเมืองในฉะเชิงเทราเลยทวนทางน้ำไหล
สส. ในพื้นที่และผู้บริหารท้องถิ่นต่างตกอยู่ในสภาวะระแวดระวังกัน จนไม่มีใครกล้าเป็นเจ้าภาพในการรวบรวมแผนบูรณาการเพื่อระบายน้ำทั้งระบบ
ท้ายที่สุด มวลน้ำที่ไหลทะลักอย่างไม่เคยถามหาสังกัดพรรคหรือนามสกุลของใคร ก็ทิ้งความเสียหายทางเศรษฐกิจ และความเดือดร้อนไว้ให้ประชาชนชาวแปดริ้วเป็นผู้แบกรับต่อไป
.jpg&w=3840&q=75)





