ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงฟีดแบ็กจากประชาชนในช่วงที่เหลือเวลาอีก 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง จะต้องปรับหรือเพิ่มนโยบายอะไรอีกหรือไม่ในการหาเสียงโค้งสุดท้าย
ชัยวัฒน์ ระบุว่า หลังจากที่ขึ้นเวทีดีเบตไปแล้ว 2 เวที และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน 50 เขต ก็ได้ออกมาขายนโยบายแล้ว การหาเสียงหลังจากนี้จะเน้นย้ำวาระของแต่ละเขตว่าหากประชาชนเลือกผู้ว่าฯ และ ส.ก. จากพรรคประชาชนเข้าไปทำหน้าที่ สิ่งที่ท่านจะได้เห็นเป็นรูปธรรมว่ามีอะไรบ้าง เช่น ในเขตคลองสามวาและเขตสายไหม ต้องการผลักดันในเรื่องของขนส่งสาธารณะ เขตบึงกุ่มก็จะเป็นการสร้างสถานีดับเพลิง เป็นต้น
แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหากได้ผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน เพราะงบประมาณต่างๆ ผู้ว่าฯ จะเป็นคนจัดสรรให้ทาง ส.ก. นำไปพิจารณาดำเนินการ และทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ก็จะทำงานร่วมกันด้วยการสอดประสานเพื่อให้นโยบายหรือแผนงานที่วางไว้เกิดขึ้นจริง
— ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
ส่วนเมื่อถามถึงความกังวลที่ขณะนี้เริ่มมีวลี “เลือกผู้ว่าฯ เป็น ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แต่จะเลือก ส.ก. จากพรรคส้ม” ชัยวัฒน์ กล่าวว่า “ไม่ได้กังวลเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะในสมัยที่แล้ว ส.ก. ของเราก็เคยทำงานกับชัชชาติมาก่อน แต่นโยบายและวาระต่างๆ อยู่กับผู้ว่าฯ”
หากอยากเห็นนโยบายที่พรรคประชาชนเป็นผู้เสนอขึ้นมาแล้วทำสำเร็จ ก็คงต้องเลือกผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชน เพราะจะเอานโยบายผู้ว่าฯ จากพรรคประชาชนไปฝากไว้กับผู้ว่าฯ ท่านอื่นก็คงจะไม่เห็นการขับเคลื่อนอะไรอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้น หากอยากเห็นกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แคร์คนเกิดขึ้นได้ต้องมาจากผู้ว่าฯ พรรคประชาชน
— ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
เมื่อถามถึงมุมมองต่อกรณีที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ถูกรุมโจมตีในขณะนี้ จะทำให้ได้รับคะแนนไปเทที่ ชัชชาติ หรือไม่นั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า “ผมไม่เห็นว่ามีเรื่องถูกรุมเรื่องอะไร เราแค่นำข้อเท็จจริงที่ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน เคยพูดไว้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาพูดตอนนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขในหลายเรื่อง เช่น สิทธิบัตรทองที่มีประชาชนเข้าชื่อ 400 คนร้องผู้ว่าฯ ในปี 2567 แต่ที่ผ่านมากทม. ก็ไม่ได้เพิ่มสิทธิบัตรทองให้บุคคลเหล่านั้น เราแค่พูดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เรานำมาทำนโยบายต่างๆ เช่น AI จับโกง ย้ำว่าตอนนี้เราแค่พูดเรื่องข้อเท็จจริง”
เชิญชวนคนกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิ 28 มิ.ย. ย้ำผลเลือกตั้งคือ “โพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด”
ส่วนกรณีผลสำรวจของนิด้าโพลที่ยังมีคะแนนนิยมตามหลัง ชัชชาติ จะเร่งคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้ายอย่างไรนั้น ชัยวัฒน์ กล่าวว่า หากดูช่วงเวลาสำรวจโพลจะพบว่าสำรวจในช่วงวันที่ 4-7 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นการทำโพลก่อนที่จะมีการดีเบตครั้งแรกคือวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจากการดีเบตในสองครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าประชาชนน่าจะได้เห็นหลายประเด็นที่เป็นปัญหาในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะปัญหาเรื้อรัง เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร
ชัยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า “ผมคิดว่าปัญหาที่ประชาชนได้เห็นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากผลโพลที่ได้ทำไปก่อนหน้านั้น ทั้งนี้ ผมและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ทั้ง 50 คน 50 เขตนั้น จะทำหน้าที่ในการสื่อสารนโยบายให้ทั่วถึงประชาชนมากที่สุด เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าความสนใจของการเลือกตั้ง กทม. ยังมีค่อนข้างน้อย แต่ในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้าย ผมมองว่าความสนใจของประชาชนจะเพิ่มสูงขึ้นจนกว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้ง”
อยากเชิญชวนประชาชนมาเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาคนมาเลือกตั้งไม่เคยเกิน 65% ยิ่งคนออกมาเลือกตั้งเยอะเท่าไหร่ ผมคิดว่าผลโพลการเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายนนี้ จะเป็นผลโพลที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของคนกรุงเทพฯ
— ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
โว “ผลตอบรับเชิงบวกค่อนข้างมามาก” หลังขึ้นดีเบต 2 เวที
เมื่อถามถึงการประเมินภาพรวมจากการขึ้นเวทีดีเบตทั้ง 2 ครั้ง ชัยวัฒน์ กล่าวว่า “ผมคิดว่าผลตอบรับเชิงบวกค่อนข้างมาก และคิดว่าเมื่อประชาชนเริ่มให้ความสนใจมากขึ้นและเล็งเห็นปัญหาหลายอย่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร ทั้งที่ กทม. ในหนึ่งสมัยของผู้ว่าฯ มีงบประมาณ 5 แสนล้านบาท ควรจะทำให้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ดีได้มากกว่านี้”
นี่เป็นสิ่งที่เราอยากทำภายใต้งบประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าทำได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้ผมมาเสนอโอกาสเป็นทางเลือกให้คนกรุงเทพฯ
— ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร




