ทุกครั้งที่ฝนแผ่ปกคลุมเมืองหลวง น้ำฝนที่เอ่อล้นตามตรอกซอกซอย มักไหลรวมเข้าสู่วังวนความขัดแย้งทางการเมืองเสมอ วิกฤตน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครรอบล่าสุด กลายเป็นเชื้อไฟชั้นดี เมื่อเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีการทบทวนและยกเลิกพื้นที่รองรับน้ำบางส่วนในร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ จนถูกขยายผลไปสู่ข้อครหาเรื่องการละเลยโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ
แม้ฝ่ายบริหาร กทม. จะออกมาชี้แจงว่าไม่ใช่การล้มเลิก หากแต่เป็นเรื่องข้อจำกัดด้านงบประมาณเวนคืนที่ดินเอกชนที่สูงกว่าหมื่นล้านบาทและประสิทธิภาพในการผันน้ำเข้าออก แต่คลื่นลมทางการเมืองกลับโหมกระหน่ำจนเกิดเสียงเรียกร้องให้ "ปลด" ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ พ้นจากเก้าอี้ ผู้ว่าฯ กทม.
แต่การจะถอดถอน ผู้ว่าฯ กทม. ที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนกว่า 1.4 ล้านเสียง ย่อมต้องพิจารณาผ่านกรอบแห่งความชอบธรรมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ว่าทำได้หรือไม่ ? และไม่ใช่เพียงอารมณ์สังคม
กาง 'เกณฑ์-เงื่อนไข' พ้นตำแหน่ง
สถานะของ ผู้ว่าฯ กทม. ผูกโยงอยู่กับ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2562 ซึ่งวางโครงสร้างการเข้าสู่วาระและการพ้นจากตำแหน่งไว้อย่างรัดกุม
กฎหมายกำหนดให้ ผู้ว่าฯ กทม. ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีนับแต่วันเลือกตั้ง โดยมีเพดานสกัดการผูกขาดอำนาจมิให้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ
สำหรับการสิ้นสุดตำแหน่งก่อนครบวาระตามมาตรา 52 ประกอบมาตรา 46 นั้น นอกจากเหตุธรรมชาติอย่างการเสียชีวิต หรือการแสดงเจตจำนงลาออกผ่านหนังสือถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งจะมีผลบังคับในวันถัดไปแล้ว ยังมีเงื่อนไขสำคัญว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
เช่น เกณฑ์อายุที่ไม่ต่ำกว่า 35 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง การสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ไปจนถึงข้อห้ามเด็ดขาด เช่น การถือหุ้นสื่อ การล้มละลาย หรือการต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
นอกจากนี้ กฎหมายยังวางกลไกในบทเฉพาะกาล โดยกำหนดให้ผู้ว่าฯ กทม. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) อีกครั้ง จะต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 3 วัน นับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวจะหมดสิทธิลงชิงชัยทันที
ในแง่การตรวจสอบ หากมีข้อสงสัยหรือมีหนังสือแจ้งจาก กกต. เกี่ยวกับการสิ้นสุดความเป็นผู้ว่าฯ กทม. อำนาจในการชี้ขาดจะตกเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามมาตรา 53 ซึ่งจะต้องสั่งให้มีการสอบสวนข้อเท็จจริงและทำคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ
รอยอดีต 2 ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ถูกปลด
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การสั่งปลดพ่อเมืองหลวงไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น หากแต่เกิดขึ้นเพียง 2 ครั้ง และทั้งสองกรณีล้วนอาศัยฐาน "อำนาจพิเศษ" ในยุคการเมืองผิดปกติ ไม่ใช่การใช้กระบวนการตาม พ.ร.บ.กรุงเทพฯ ยามบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย
กรณีแรกเกิดขึ้นกับ ธรรมนูญ เทียนเงิน ผู้ว่าฯ กทม. คนแรกที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2518 ภายใต้สังกัด พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต้องเผชิญวิกฤตความขัดแย้งร้าวลึกกับฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภากรุงเทพมหานคร จนการบริหารราชการเมืองหลวงเป็นอัมพาต
ท่ามกลางบริบทการเมืองตึงเครียดหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น จึงตัดสินใจชักดาบอาญาสิทธิ์ตามมาตรา 21 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ปลดนายธรรมนูญออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2520 พร้อมสั่งยุบกลไกเลือกตั้งและหันกลับไปใช้วิธีแต่งตั้งข้าราชการแทนยาวนานเกือบทศวรรษ
กรณีที่สอง คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม. 2 สมัย ผู้เผชิญมรสุมข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสในโครงการประดับไฟลานคนเมือง ประกอบกับความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์
แม้กระบวนการไต่สวนยังไม่ถึงที่สุด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 สั่งพักงานในเดือนสิงหาคม 2559 ก่อนจะออกคำสั่งปลดพ้นตำแหน่งอย่างเด็ดขาดในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน พร้อมแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เข้าดำรงตำแหน่งแทน
ประวัติศาสตร์การเมืองชี้ชัดว่า การปลด ผู้ว่าฯ กทม. ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างฉับพลันในอดีต ล้วนพึ่งพาดาบพิเศษอย่างมาตรา 21 หรือมาตรา 44 ในภาวะอำนาจนิยมทั้งสิ้น แต่ภายใต้ระเบียบนิติรัฐปัจจุบันที่ไร้อำนาจพิเศษค้ำจุน กระบวนการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น ต้องดำเนินไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด





