มรสุม ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ ขอโทษทุกปี แต่น้ำยังท่วม ซ้ำร้ายเจอ ‘ตอ’ โผล่

1 ต.ค. 2569 - 17:00

  • มรสุม ‘ชัชชาติ’ ขอโทษทุกปี แต่น้ำก็ยังท่วม ซ้ำร้ายเจอ ‘ตอ’ โผล่ กับดรามา ‘แก้มลิง’ หายไปไหน? สะเทือนโจทย์ใหญ่การจัดการน้ำ

มรสุม ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ ขอโทษทุกปี แต่น้ำยังท่วม ซ้ำร้ายเจอ ‘ตอ’ โผล่

น้ำท่วมยังไม่ทันแห้งดี มรสุมลูกใหญ่ก็ถาโถมใส่ ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าฯ กทม.แบบเต็มเหนี่ยว

จากภาพฝนตกหนัก จนน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ลุกลามกลายเป็นเสียงตำหนิเรื่องประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของ กทม. เพราะเมื่อย้อนกลับไปในช่วงก่อนจะเกิดเหตุ ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ ยืนยันว่า ฝนที่จะตกหนักช่วง 23-27 กันยายนที่ผ่านมา “กทม.รับมือไหว ได้สั่งพร่องน้ำ เคลียร์ขยะอุดท่อ พร้อมมั่นใจว่า เจ้าพระยาจะไม่ล้นคันกั้น“

แต่สถานการณ์กลับพลิกผัน ฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่มีฝนสะสมมากกว่า 300 มิลลิเมตร ในเวลาแค่ 1 วันครึ่ง ถือเป็นปริมาณฝนระดับสูงมาก จากถนนกลายเป็น ‘คลอง’ ประชาชนจำนวนมากติดค้างท่ามกลางน้ำที่ท่วมอย่างฉับพลัน เดือดร้อนอย่างหนัก อาหาร-น้ำดื่มเข้าไม่ถึงตัว ‘ผู้ประสบภัย’

น้ำท่วมหนักเข้าขั้นวิกฤต กระทั่ง ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ ต้องออกมายอมรับเองว่า นี่คือสถานการณ์รุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันออก ทั้งเคหะคลองจั่น ร่มเกล้า ลาดกระบัง รามคำแหง บางกะปิ รวมถึงพื้นที่แอ่งกระทะอีกหลายจุด จนป่านนี้ เวลาผ่านมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ น้ำก็ยังไม่แห้งสนิท

แม้ ‘วิกฤต’ ครั้งนี้ เจ้าตัวจะเอ่ยคำขอโทษและยอมรับอีกว่า ‘ไม่มีข้อแก้ตัว’ แล้ว แต่ ‘คำขอโทษ’ เพียงพอหรือไม่?


เสียงวิจารณ์ แผนรับมือ กับ ‘คำขอโทษ’ ซ้ำๆ

เสียง ‘วิจารณ์’ ต่อการบริหารจัดการน้ำของ กทม.ไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นในปีนี้ แต่หากย้อนกลับไปตั้งแต่ ปี 2565 เป็นปีแรกของการดำรงตำแหน่ง ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ ของชัชชาติ ก็เกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่จากฝนตกหนัก และ ผู้ว่าฯ ออกมาขอโทษประชาชน พร้อมยอมรับข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ โดยเฉพาะคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบที่รับน้ำจำนวนมาก

ปี 2566 เกิดฝนตกหนักในพื้นที่รัชดา-ลาดพร้าว โดยจุดหนึ่งวัดปริมาณฝนได้ถึง 138 มิลลิเมตร และเกิดน้ำท่วมสูงประมาณ 40 เซนติเมตร ‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ ก็ออกมาขอโทษประชาชน พร้อมระบุถึงปัญหาขยะที่เข้าไปอุดตะแกรงระบายน้ำ

ปี 2567 ก็ยังมีเหตุฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่ดอนเมือง และ ‘ชัชชาติ‘ ก็ออกมาขอโทษประชาชนอีกครั้ง

กระทั่งปี 2568 เกิดน้ำท่วมพื้นที่บางนา-พระโขนงและอุดมสุข หลังฝนตกหนักกว่า 100 มิลลิเมตร โดย กทม.ตรวจพบปัญหากระสอบทรายและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานล้างท่อไปขวางทางน้ำ จนทำให้การระบายน้ำติดขัด ‘ชัชชาติ’ สั่งตรวจสอบการทำงานของผู้รับเหมา และออกมาขอโทษเช่นเดิม

ปี 2569 น้ำท่วมหนักเป็นวงกว้าง สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ปี 2569 แตกต่างจากหลายครั้งก่อน คือ ‘ระดับความเสียหาย’ ฝ่ายวิจารณ์ถึงขั้นเสนอให้ ผู้ว่าฯ กทม. แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

เพราะน้ำท่วมครั้งนี้ เกิดจากฝนที่ตกลงมาในพื้นที่ ‘กรุงเทพฯ’ โดยตรง แต่ก็มีอีกมุมที่ชี้ว่า การบริหารจัดการภัยพิบัติไม่สามารถโยนให้หน่วยงานเดียว เพราะเมื่อเกิดเหตุใหญ่ ‘รัฐบาล’ ต้องมีหน้าที่สนับสนุนกำลังคน เครื่องมือ การช่วยเหลือ และการเยียวยา


‘ฝน 300 มม.’ คือต้นเหตุ - กทม. เตรียมตัวมากแค่ไหน?

‘ผู้ว่าฯ ชัชชาติ’ อธิบายว่า ปริมาณฝนสะสมกว่า 300 มิลลิเมตร ถือว่าสูงมาก และบางส่วนเป็นสถานการณ์ที่ระบบพยากรณ์ตรวจจับได้ยาก ถนนสายหลักใช้เวลา 2-3 วันในการระบายน้ำ แต่พื้นที่ชุมชนหรือจุดลุ่มต่ำบางแห่งใช้เวลาถึง 7 วัน

ซึ่งสิ่งที่สังคมข้องใจ ไม่ใช่ปริมาณฝนมากแค่ไหน ? แต่คือ กทม.เตรียมรับมือไว้ขนาดไหนมากกว่า โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งกระทะ ที่ กทม. ต้องรู้อยู่แล้วว่า นี่เป็นจุดเสี่ยง แต่เหตุใด ‘ประชาชน’ ยังต้องรอน้ำลดหลายวันขนาดนี้


น้ำยังไม่ทันแห้ง ‘ตอ’ โผล่ กลางน้ำ

หนึ่งในประเด็นที่กลับมาเป็นที่จับตาในช่วงน้ำท่วมครั้งนี้ คือ ‘โครงการบึงรับน้ำคลองคู้บอน ฝั่งกรุงเทพฯ ตะวันออก’

โครงการนี้ไม่ใช่โครงการที่ถูกคิดขึ้นในยุค ‘ชัชชาติ’ แต่เกิดจากผลการศึกษาระบบระบายน้ำเมื่อปี 2556 ซึ่งเสนอให้เวนคืนที่ดินว่างเปล่าริมคลองคู้บอน 130 ไร่ เพื่อจัดทำแก้มลิงขนาด 870,000 ลูกบาศก์เมตร มีเป้าหมายช่วยป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ 4 เขต ได้แก่ คลองสามวา คันนายาว สายไหม และมีนบุรี

แต่โครงการกลับไม่เดินหน้าไปสู่การเวนคืนและก่อสร้างตามรูปแบบเดิม และนี่เองคือจุดที่กลายเป็น ‘ตอ’ ผุดขึ้นมา เมื่อน้ำลด

เมื่อข้อถกเถียงกลับมาอีกครั้ง กทม. ชี้แจงว่า ไม่ได้หมายความว่า ‘ยกเลิกแนวคิดแก้มลิง’ แต่ศึกษาความเหมาะสมของโครงการใหม่ เนื่องจากสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ศึกษาไว้เดิม

โดยเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น เช่น การปรับปรุงโครงข่ายคลองและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ซึ่ง กทม. อธิบายว่า หากเดินหน้าพัฒนาบึงรับน้ำคลองคู้บอนและคลองบางชันในรูปแบบเดิม พร้อมระบบสูบน้ำและประตูระบายน้ำ จะมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท

ขณะที่ทางเลือกในการพัฒนาระบบคลองสายหลักและระบบลำเลียงน้ำเพื่อเชื่อมต่อกับอุโมงค์ระบายน้ำ มีมูลค่า 6,500 ล้านบาท

กทม.จึงยืนยันว่า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบต้นทุนการเวนคืน ค่าก่อสร้าง และประสิทธิภาพของระบบโดยรวม ‘ไม่ใช่การยกเลิกแนวคิดแก้มลิง’ แต่ยังเดินหน้าเพิ่มพื้นที่รับน้ำ และใช้พื้นที่แก้มลิงเดิม เช่น บึงกระเทียมและบึงกุ่มเสรีไทย เชื่อมโยงกับระบบคลอง สถานีสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ


‘อรรถวิชช์’ ข้องใจ พื้นที่รับน้ำ หายจากผังได้อย่างไร?

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาตั้งคำถามว่า แล้วเหตุใดบึงรับน้ำคลองคู้บอน 130 ไร่ จึงไม่ปรากฏในผังเมืองฉบับใหม่ในแบบที่เคยวางไว้ ทั้งที่โครงการดังกล่าวเคยผ่านการศึกษา มีการประเมินงบประมาณที่ดิน และผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นมาก่อน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่บางส่วนได้เปลี่ยนไปเป็นหมู่บ้านจัดสรรแล้ว

เสียใจที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไม่กล้าตัดสินใจที่กระทบกับทุนอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันพื้นที่เตรียมทำแก้มลิงได้กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรบางส่วนแล้ว ผมสิ้นหวังกับนโยบายระบายน้ำยุค ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ผมสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนมีหมู่บ้านจัดสรร แต่เสียงสะท้อนกลับถูกเมินเฉย  

— อรรถวิชช์ กล่าว


ถึงน้ำจะลด แต่ ‘มรสุม’ ยังไม่จบ

มรสุมลูกนี้ ยังไม่จบแค่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึง เพราะมีอดีตนิสิตจุฬาฯ ถึงกับเรียกร้องให้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ในฐานะ มท.1 ปลด ‘ชัชชาติ’ ออกจากผู้ว่าฯ กทม. เหตุจัดการน้ำท่วมล้มเหลวซ้ำซาก พร้อมเปิดข้อมูลระบายน้ำ แฉว่า ช่วงวันที่ 28-29 กันยายนที่ผ่านมา เครื่องสูบน้ำทำงานไม่ถึงครึ่ง!

แต่ ‘นายกฯ อนุทิน’ ก็ยังยืนยันว่า “ยังไม่เคยคิดครับ” เพราะขณะนี้ควรให้ทุกฝ่ายมุ่งช่วยเหลือประชาชนก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้อยากรู้แค่ว่า ‘ฝนจะตกหนักแค่ไหน’ แต่พวกเขาอยากรู้ว่า “กทม.เตรียมรับมือกับฝนที่หนักกว่านี้ได้หรือไม่” มากกว่า เพราะแม้ฝนจะหยุดและระดับน้ำจะค่อยๆ ลดลง

แต่สิ่งที่ยังคาใจคือ ความรับผิดชอบของ ‘ชัชชาติ’ จะจบลงเพียง ‘คำขอโทษ’ เหมือนเคยเท่านั้นหรือ? หรือจะนำไปสู่การทบทวนแผนบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ เพราะสำหรับคนกรุงเทพฯ สิ่งที่ต้องการมากที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่แค่ ‘น้ำจะแห้งสนิทวันไหน’

แต่คือ “จะมีโอกาสไหมในยุคชัชชาติ ที่น้ำจะไม่ท่วมกรุงเทพฯ อีกเลย”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์