การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงมติของ กกต. โดยชี้ว่า กลุ่มที่ กกต. สั่งฟ้องส่วนใหญ่มีลักษณะร่วมคือเส้นทางการเงินที่ชัดเจนยิ่งกว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กลายเป็นเข้าข่ายปฏิเสธไม่ได้มากกว่า อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่จะหลุดลอยไปคืออิทธิพลบ้านใหญ่ที่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจของพรรคภูมิใจไทย ทำให้อาจไม่มีเส้นทางการเงินชัดเจนเท่า 77 คนที่ถูกสั่งฟ้อง เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันในหลากหลายรูปแบบมาก่อนอยู่แล้ว

ชยพล อ้างว่า ผู้ถูกร้องอีก 152 คนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีหลักฐานควรสั่งฟ้องทั้งหมด โดยได้เอ่ยชื่อ รัตนา บ่อถ้ำ ที่มีชื่อปรากฏเป็นข่าวบ่อยครั้ง ทำให้มี สส.จากพรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่าเป็นการเอ่ยถึงบุคคลภายนอก ด้าน มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ได้วินิจฉัยว่า ขอให้ไม่เอ่ยถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็น รวมถึงขอให้ใช้ชื่อย่อแทน

ชยพล อภิปรายต่อไปว่า จากคำให้การของพยานรหัส 16/26 ระบุว่า ขบวนการฮั้ว สว. มีการรับเงินที่ชั้น 4 ห้องประชุมของพรรคภูมิใจไทยจากบุคคลดังกล่าว โดยบุคคลนั้นจะเป็นผู้ตรวจสอบให้ทุกคนลงลายมือชื่อก่อนรับเงินไป แสดงให้เห็นว่าบุคคลนี้ได้รับความไว้วางใจอย่างมาก ทั้งนี้ ยังพบว่ามีคนในขบวนการจำนวนมากมีประวัติการติดต่อกับบุคคลนั้น แต่มีเพียง 6 คน จาก 19 คนในจำนวนนั้นที่ถูก กกต. สั่งฟ้อง แล้วเหตุใดจึงไม่สั่งฟ้องบุคคลอื่นๆ ด้วย

ชยพล ชี้ว่า บุคคลดังกล่าวยังมีตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ของ ชลัฐ รัชกิจประการสส.บัญชีรายชื่อ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการตัดตอนเพื่อไม่ให้สาวถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ และยังอ้างถึงการให้สัมภาษณ์ของ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ทำให้ ศุภชัย ลุกขึ้นประท้วงหลายครั้งว่าเป็นการพาดพิงให้เสียหายโดยไม่อยู่ในประเด็นเกี่ยวกับ กกต.
ชยพล อภิปรายต่อไปว่า หลักฐานหลายอย่างที่ค้นพบทำให้ตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. หรือมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทยกันแน่ เช่น พบโต๊ะทำงานที่มีเบาะแสหลายประการชี้ว่า อยู่ในสำนักงานของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงในรายการ ‘พรรคนี้เป็นไงบ้าง? EP.4’ ก็ทำให้เห็นโต๊ะของบุคคลนั้นอยู่ในสำนักงานใหญ่ของพรรคพอดี ซึ่งอยู่บนชั้น 4 ของสำนักงานฯ และบุคคลที่ไม่มีกิจไม่สามารถเข้าไปได้ ยกเว้นบุคลากรส่วนกลางของพรรค เพราะต้องใช้ระบบการแสกนใบหน้า

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการอภิปราย ได้มีการฉายภาพประกอบเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกเบลอหน้าไว้ ขณะกำลังแสกนใบหน้าก่อนเข้าไปยังสำนักงานใหญ่พรรคภูมิใจไทย ทำให้มี สส. พรรคภูมิใจไทย จำนวนมาก ประมาณ 7-8 คน ประท้วงถึงการใช้ภาพและพาดพิงถึงบุคคลภายนอกทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งใช้เวลากว่า 30 นาทีในประเด็นดังกล่าว จนกระทั่งประธานวินิจฉัยให้เลิกฉายภาพดังกล่าว

ทำให้ต่อมา ชยพลได้ฉายภาพต่อไปคือภาพที่บุคคลดังกล่าวโพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อปี 2563 ขณะถ่ายภาพร่วมกับบุคคลภายในที่สนามแข่งรถแห่งหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า ตัวเองทำงานกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมากว่า 20 ปี คือตั้งแต่ยังไม่ก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างเลยด้วยซ้ำ และในภาพนั้นาได้ใส่ป้ายชื่อที่ระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่พรรคด้วย ทำให้สรุปได้ว่า บุคคลนั้นเป็นเจ้าหน้าที่พรรคที่มีความสำคัญมาก จึงได้มีการประท้วงกันอย่างต่อเนื่อง

จากนั้น ชยพล อภิปรายต่อไปถึงข้อพิรุธของการเลือก สว. ในจังหวัดเลย ซึ่งมีผู้สมัคร สว. ในลักษณะ ‘พลีชีพ’ จำนวนมากที่สุด โดยพบว่า ผู้สมัครส่วนใหญ่อยู่ในเครือข่ายของโรงโม่หิน ที่เชื่อมโยงกับตระกูลทิมสุวรรณ อีกทั้งประวัติของ สว. ตัวจริงหลายคนจากจังหวัดเลย ก็ระบุในประวัติบนใบ สว.3 ว่ามีความเชื่อมโยงเป็นลูกจ้างของโรงโม่หินตระกูลใหญ่ในจังหวัดเลย
ขณะที่ สว. อีกรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ถูกสั่งฟ้องลำดับที่ 82 พบว่ามีการแต่งตั้งผู้ช่วยประจำตัว สว. เป็นบุคคลที่มีประวัติการศึกษาร่วมรุ่นและสถาบันการศึกษาเดียวกันกับ ธนยศ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคภูมิใจไทย ด้วยถึง 2 คน

อย่างไรก็ตาม สส. ภูมิใจไทยยังประท้วงอย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่าการอภิปรายพาดพิงพรรคภูมิใจไทยให้เสียหาย ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ กกต. จน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตอบโต้หลายครั้งว่า เนื่องจาก กกต. ได้ลงมติในคดีทุจริต สว. และมีผู้ถูกกล่าวหาทั้งบุคคลภายและบุคคลภายใน ที่เป็นทั้ง สส. และรัฐมนตรีด้วย

ช่วงหนึ่ง พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย แย้งว่า มติ กกต. ถือว่าจบไปแล้ว การนำรูปเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย สะท้อนว่าเป็นความพยายามผลักความผิดปกติมาที่พรรคภูมิใจไทย
“เขาเรียกผมว่าลูกเทพ ทำอะไรพวกผมผิดหมด มารับตำแหน่งก็ผิด พวกท่านลูกเทวดา พูดอะไรไม่เคยผิดหรือครับ อะไรที่ทำให้พูดแล้วถูกทุกเรื่องละครับ ความสามารถท่านมีเยอะ ท่านลาออกไปสมัครเป็น กกต. สิครับ ไปตัดสินสิครับ เพื่อนสมาชิกผมคนไหนผิด กกต. ส่งศาล มีเวลาก็ไปศาลกัน พวกท่านก็รอขึ้นศาลเหมือนพวกผมเหมือนกัน ถ้าเกิดผิดกันหมดก็ไม่มีใครเหงา ผมกับนั่งเป็นเพื่อนท่านเหมือนกันแหละในคุก”
— พลพีร์ กล่าว

พริษฐ์ จึงตอบว่า การพาดพิง สส. ของพรรคตนเองว่าเรื่องไปถึงศาลแล้ว ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ปัญหาคือเรื่องของพวกท่านที่ไปไม่ถึงศาลด้วยมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา และการอภิปรายถึงรัตนา ซึ่งคณะกรรมการไต่สวนและสืบสวนกลางชุดที่ 26 มีความเห็นสั่งฟ้อง ก็เพราะต้องการคำตอบจาก กกต. ว่า เหตุใดมีหลักฐานแล้วจึงไม่สั่งฟ้อง ทั้งนี้ รวมระยะเวลาที่มีการประท้วงระหว่างการอภิปรายนานกว่า 50 นาที


ในที่สุด ชยพลจึงได้นำเสนอภาพสไลด์ภาพสุดท้าย ว่า สว. จากจังหวัดเลยอีกคน เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการการคลังขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย และเมื่อสืบดูแล้วก็เป็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาในบิดาของธนยศ จึงเชื่อมโยงหลักฐานได้ว่า สว. ทุกคนจากจังหวัดเลยทั้ง 5 คน มีความเชื่อมโยงกับตระกูลเดียวกันทั้งหมด จึงตั้งคำถามถึงการสืบสวนของ กกต. ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้มีการรับสมัครจนมาเป็น สว. ได้
“ทั้งหมดไม่ใช่พฤติกรรมปัจเจกบุคคล ไม่ใช่คนรู้จักที่มาสนับสนุนกันชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นความพยายามของพรรคเองหรือไม่ในการใช้เครือข่ายท้องถิ่นตามจังหวัดบ้านใหญ่ของตนเอง เพื่อจัดตั้งรวบรวมคน สัญญาผลประโยชน์จูงใจ ให้ได้มาซึ่งขบวนการฮั้ว สว. เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตนเอง”
— ชยพล ระบุ





