กกต.รอด! ศาล รธน.ชี้ ‘QR-บาร์โค้ด’ บนบัตรลต. ไม่ผิด

28 ก.ย. 2569 - 16:49

  • 'ศาลรัฐธรรมนูญ' วินิจฉัย ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ สืบย้อนผู้ใช้สิทธิได้ แต่ทำจริงได้ยาก

  • ชี้วัตถุประสงค์เพื่อความสุจริต-ป้องกันปลอมแปลง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

กกต.รอด! ศาล รธน.ชี้  ‘QR-บาร์โค้ด’ บนบัตรลต. ไม่ผิด

เวลา 14.02 น. วันนี้ (28 กันยายน) องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยคดี ‘บาร์โค้ด’ บนบัตรเลือกตั้ง 

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ในฐานะผู้ร้องอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) 

ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 

Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

ศาลเห็นว่า การสืบย้อนหรือเชื่อมโยงข้อมูล การออกเสียงลงคะแนน และการตรวจสอบด้วยตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากรหัสคิวอาร์โค้ด จะสามารถกระทำได้ ต้องพิจารณาข้อมูลจากบัตรเลือกตั้งต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะจดบันทึกลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไว้ที่ต้นขั้ว และให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลงลายมือชื่อไว้ที่ต้นขั้ว กปน. มอบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งฉีกมาจากต้นขั้วให้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งใช้บัตรดังกล่าวลงคะแนน เมื่อสแกนด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ปรากฏว่า สามารถแสดงผลเป็นรหัสหมายเลขเฉพาะ ทำให้สามารถแสดงค่าหมายเลขตรงกับต้นขั้ว ที่มีลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งและลำดับที่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  

เมื่อพิจารณาบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทแล้ว มีความเห็นว่า บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กำหนดชุดข้อมูลในรหัสคิวอาร์โค้ดเป็นหมายเลขเล่ม ประกอบกับรหัสคิวอาร์โค้ด มีการกำหนดชุดข้อมูลการเข้ารหัสผ่านไว้ และเมื่อถอดรหัสแล้วปรากฏหมายเลขเล่มที่ปรากฏบนต้นขั้ว เมื่อจับคู่กับลำดับที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 20 ราย  

ทั้งนี้ กรณีรหัสคิวอาร์โค้ดสามารถระบุตัวตนของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการเฉพาะรายเกิดขึ้นได้ เฉพาะกรณีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20 ราย ได้รับบัตรเลือกตั้งเล่มเดียวกัน และลงคะแนนให้ผู้สมัครคนเดียวกัน ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยมาก  

Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo03.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

ดังนั้น บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง ความสามารถในการบ่งชี้ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเฉพาะรายมีความเป็นไปได้น้อยมาก จึงฟังได้ว่ารหัสคิวอาร์โค้ดเป็นกรณีที่ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกรณีปกติเป็นการยากที่จะบ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง  

ดังนั้น รหัสคิวอาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ไม่สามารถเชื่อมโยงสืบค้นกลับสืบทราบ ตลอดจนสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้  

Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo05.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo06.jpg

ส่วนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ปรากฏทั้งรหัสคิวอาร์โค้ด และรหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง การสแกนรหัสคิวอาร์โค้ดด้านบนของบัตรเลือกตั้ง เป็นชุดข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสไว้ และต้องนำไปถอดรหัสอีกชั้นหนึ่งเสียก่อน และได้ข้อมูลมาเป็นหมายเลขเล่ม การสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดด้านล่างของบัตรเลือกตั้ง ปรากฏข้อมูลตรงกับหมายเลขบัตรบนต้นขั้วโดยตรง เป็นข้อมูลที่ไม่มีการเข้ารหัส และไม่ต้องมีการถอดรหัส จึงเป็นข้อมูลที่สามารถรู้ได้ทันที ว่าเป็นหมายเลขบัตรจากต้นขั้วใด ซึ่งต้นขั้วปรากฏลำดับที่ และลายมือชื่อของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกันกับที่ปรากฏในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ปรากฏเลขประจำตัวประชาชน และที่อยู่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น  

จึงฟังได้ว่า บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้ผ่านการสแกนรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโดยตรง และหากเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ย่อมสามารถตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนเป็นการเฉพาะตัวได้  

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับระบุหรือจำแนกบัตรแต่ละใบเพื่อให้ทราบว่าบัตรนั้นอยู่ในชุดใด จัดพิมพ์ขึ้นในขบวนการใด หรือได้รับการจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งใด การระบุข้อมูลดังกล่าวเป็นการควบคุมบัตรเลือกตั้งเพื่อควบคุมตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มิได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อต้องการเปิดเผยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด 

Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo07.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกัน และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตร ลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เครื่องหมายลงคะแนน พรรคการเมืองที่เลือก ซึ่งอาจถือว่ามีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับของผู้ลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลงคะแนน หมายเลขบัตร แต่สามารถเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งซึ่งเป็นมาตรการเพื่อคุ้มครองเจตจำนงทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว เห็นได้ว่า การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง นับตั้งแต่การจัดพิมพ์ การจัดสรร การขนส่ง การส่งมอบ การลงคะแนน การนับคะแนน และการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนการเก็บรักษาภายหลังการลงคะแนน รหัสแท่งบาร์โค้ดสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมตรวจสอบมิให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต 

Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo09.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo10.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo11.jpg

ด้วยเหตุนี้ การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร การควบคุมจำนวนบัตร การป้องปรามการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ตลอดจนการควบคุมกระบวนการจัดพิมพ์และจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด 

มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การบริหารจัดการการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งภายในกำหนดเวลา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ แม้ว่าการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและควบคุมบัตรเลือกตั้งอาจกระทำได้ด้วยมาตรการอื่น เช่น การพิมพ์ลายน้ำ เครื่องหมายพิเศษ หรือรหัส QR Code แต่การกำหนดใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการทางเทคนิคที่สามารถควบคุมการจัดพิมพ์แบบเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาถึงศักยภาพในการกำกับและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง ยังไม่ถือเป็นเหตุผลทำให้การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นมาตรการที่เกินสมควรแก่เหตุ 

เมื่อพิจารณากับผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยรับและสิทธิเลือกตั้งหรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนแล้ว ถือได้ว่าระบบบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งโดยรวมการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดเป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมและตรวจสอบบัตรเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด การที่จะทำให้สามารถทราบผลการลงคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้นั้นจะต้องมีข้อมูลหรือกระบวนการอื่นที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคล รหัสประจำบัตร แล้วผลการออกเสียงลงคะแนนเข้าด้วยกันได้โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วน 

เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานจากการไต่สวนยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใด นำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนนจนทำให้สามารถทราบได้ว่า ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่า การกำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเป็นการทำลายหรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยรับและเสรีภาพของประชาชนในการลงคะแนนเสียไปให้เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 

อนึ่ง แม้การกำหนดรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3 เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็น ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลหรือระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนน อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น 

ศาลจึงวินิจฉัยว่าการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่า ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ได้มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทยอยเดินทางมาลงทะเบียน เพื่อรับฟังการแถลงด้วยวาจาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญภายในห้องพิจารณาคดี โดยคนแรกที่มาถึงคือ ร้อยตำรวจเอกชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

ต่อมา มีตัวแทนจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมทั้งยังมีผู้สมัคร สว. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินด้วย จากนั้น ‘ณรงค์ กลั่นวารินทร์’ ประธาน กกต. เดินทางมาฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง ซึ่งสื่อมวลชนได้พยายามสอบถามว่า ท่านประธานมาเองเลย แสดงว่ามั่นใจว่า ผ่านฉลุยใช่หรือไม่ ณรงค์ กล่าวสั้นๆ ว่า "ศาลห้ามพูด" ก่อนจะเดินไปลงทะเบียนเพื่อเข้าห้องพิจารณาคดี ขณะที่ ‘แสวง บุญมี' เลขาธิการ กกต. ก็มาฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเอง แต่ไม่ได้ปรากฎตัวให้สื่อมวลชนเห็น 

Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo12.jpg
Constitutional-Court-September-28-2026-SPACEBAR-Photo13.jpg

อย่างไรก็ดี บรรยากาศบริเวณโถงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย เนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดราชการ มีการวางทีวีจอใหญ่ 2 เครื่อง สำหรับการถ่ายทอดสดภาพจากห้องพิจารณาคดี และแผงเหล็ก เพื่อจัดโซนระหว่างผู้สื่อข่าวกับส่วนที่ลงทะเบียน  

สำหรับการรักษาความปลอดภัย มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์