2 ทศวรรษหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 โค่นล้มรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร การเมืองไทยได้หมุนผ่านวงจรรัฐประหาร การยุบพรรค นิติสงคราม และการชุมนุมบนท้องถนนหลายระลอก
แต่ปลายทางของเรื่องกลับกลายเป็นจุดสูงสุดของคนที่เคยนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขใน ครม.ทักษิณ 2 อย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ก้าวข้ามวิบากกรรมทางการเมืองและโทษตัดสิทธิการเมือง 5 ปี จนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการอยู่ เหนือดวงของอนุทิน ดำเนินควบคู่ไปกับ นักยุทธศาสตร์การเมือง หรือ ครูใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย เนวิน ชิดชอบ อดีตมือขวา ผู้รู้ไส้รู้พุงเครือข่าย ไทยรักไทย อย่างถ่องแท้
ทั้งสองร่วมกันแปลงสภาพ พรรคภูมิใจไทย จากกลุ่มการเมืองเล็กๆ สถาปนา "ระบอบสีน้ำเงิน" ที่กุมอำนาจต่อรองสูงสุดในระบบรัฐสภา ทั้งใน สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และ โครงสร้างข้าราชการ
ขณะเดียวกัน อดีตผู้ทรงอิทธิพลทางความคิด-ผู้นำจิตวิญญาณ ต่างพบจุดเปลี่ยนที่ถูกลดทอนบทบาทลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ทักษิณ ที่กลับสู่มาตุภูมิ อยู่ในสภาวะ อำนาจอัสดง และ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พมธ.) ที่ไม่ได้มีพลังเฉกเช่นในอดีต รวมทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ถูกตีตราว่า "รัฐประหารเสียของ" ได้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
'ครูใหญ่บุรีรัมย์' เรียนรู้จาก 'นายใหญ่'
จุดเริ่มต้นของพรรคภูมิใจไทยเริ่มต้นจากการสะบั้นสัมพันธ์กับ ทักษิณ ในช่วงปลายปี 2551 ภายหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน
เนวิน นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 23 คนในนาม "กลุ่มเพื่อนเนวิน" พลิกขั้วไปจับมือกับ พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายในค่ายทหาร วลี "มันจบแล้วครับนาย" กลายเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธการร่วมหัวจมท้ายทางอุดมการณ์กับ ทักษิณ
คู่หู เนวิน และ อนุทิน ออกแบบพรรคภูมิใจไทยให้มีลักษณะเป็น "พรรคทางเลือกที่ปราศจากศัตรูถาวร" ตลอดช่วงทศวรรษแห่งความขัดแย้ง ภูมิใจไทยไม่เคยปะทะโดยตรงกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือกองทัพ แต่ขณะเดียวกันก็รักษาช่องทางเจรจากับกลุ่มการเมืองทุกขั้ว
ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ รัฐบาลพรรคพลังประชารัฐ พรรคสีน้ำเงินยินยอมปรับตัวเข้ากับกติกาของฝ่ายความมั่นคง พร้อมต่อรองเข้าควบคุมกระทรวงที่จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรระดับพื้นที่ได้สูง เช่น กระทรวงคมนาคม และ กระทรวงสาธารณสุข
การดำเนินนโยบายที่จับต้องได้ควบคู่ไปกับการดูแลเครือข่ายนักการเมืองบ้านใหญ่ ทำให้ภูมิใจไทยสามารถสะสมกำลังพล สส. เพิ่มขึ้นในทุกการเลือกตั้ง
อนุทิน ทำหน้าที่เป็น ฉากหน้าทางการเมือง ด้วยบุคลิกประนีประนอม เข้าถึงได้ทุกชนชั้น และมีเครือข่ายธุรกิจแนบแน่นกับกลุ่มทุนต่างๆ ความเป็นมิตรที่ไร้พิษภัยช่วยลดความหวาดระแวงจากชนชั้นนำ
ขณะที่ เนวิน ทำหน้าที่ เสนาธิการหลังม่าน วางระบบการจัดการฐานเสียงระดับจังหวัดอย่างเข้มงวดและมีวินัย การแบ่งหน้าที่ระหว่างผู้นำทางการทูตและผู้บัญชาการพื้นที่ ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการจัดตั้งรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
ผิดจากในยุคที่ ทักษิณ มีอำนาจคับฟ้าในยุคนั้น ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่าเขากินรวบมีอำนาจมากเกินไป เกิดความไม่ไว้ใจ นำไปสู่การโค่นล้มเขาในที่สุด นี่คือบทเรียนที่ทั้ง ภูมิใจไทย และ เนวิน ต่างรู้ดี จึงค่อยๆ เรียนรู้ข้อผิดพลาดของ ระบอบทักษิณ และนำมาใช้สร้างระบอบของตัวเอง
รุกคืบผ่าน 'มหาดไทย' และ 'วุฒิสภา'
การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดจนสามารถนิยามได้ว่าเป็น "ระบอบสีน้ำเงิน" ไม่ได้อาศัยเพียงจำนวน สส. ในสภาผู้แทนราษฎร หากแต่เกิดจากการเข้ายึดกุมกลไกอำนาจรัฐใน 2 ส่วนสำคัญ อย่างเป็นระบบ ได้แก่ กลไกปกครองส่วนภูมิภาค ผ่านกระทรวงมหาดไทย และ กลไกนิติบัญญัติผ่านวุฒิสภา
การที่อนุทินนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำให้เครือข่ายสีน้ำเงินเข้าควบคุมสายการบังคับบัญชาของ "สิงห์คลองหลอด" ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
โผการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ถูกจัดวางเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกับนักการเมืองท้องถิ่นและเครือข่ายหัวคะแนน
การปรับสมดุลข้าราชการฝ่ายปกครองจนกลายเป็นเครือข่ายที่ตอบสนองต่อนโยบายของพรรค ช่วยค้ำจุนฐานรากทางการเมืองในระดับจังหวัดให้แข็งแกร่งยิ่งกว่ายุคใดๆ
การเกิดขึ้นของกลุ่ม "สว.สีน้ำเงิน" ในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาชุดปี 2567 ได้เติมเต็มอำนาจของพรรคภูมิใจไทยให้สมบูรณ์
การครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางกฎหมายและการเมือง เพราะวุฒิสภาไม่เพียงแต่มีอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากยังมีอำนาจรับรองกรรมการในองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ - กกต. - ป.ป.ช. เป็ยต้น
การประสานกันระหว่างอำนาจบริหารส่วนภูมิภาค และ อำนาจตรวจตราขององค์กรอิสระ ทำให้ระบอบสีน้ำเงินมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองที่เหนียวแน่นกว่ารัฐบาลพรรคเดี่ยวในอดีต
'ระบอบทักษิณ' อัสดง ความเปราะบาง 'รัฐบาลตัวแทน'
ตรงกันข้ามกับความรุ่งโรจน์ของกลุ่มสีน้ำเงิน ศูนย์กลางอำนาจเดิมของ ตระกูลชินวัตร กลับเคลื่อนเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้ทักษิณจะสามารถเดินทางกลับประเทศไทยและพำนักที่บ้านจันทร์ส่องหล้าได้ตามเป้าหมาย แต่บริบทแวดล้อมกลับไร้ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างที่เคยมีในปี 2544 หรือ 2548
พรรคเพื่อไทยสูญเสียสถานะพรรคการเมืองอันดับ 1 ในการเลือกตั้งทั่วไป และจำต้องจัดตั้ง รัฐบาลผสมข้ามขั้ว ร่วมกับพรรคของกลุ่มอำนาจเดิม การประนีประนอมเพื่อความอยู่รอด บั่นทอนความศรัทธาจากฐานเสียงดั้งเดิม และผลักให้คนรุ่นใหม่หันไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองขั้วอื่น
รัฐบาลในเครือข่ายของทักษิณต้องดำเนินนโยบายท่ามกลางความเปราะบาง เนื่องจากไม่มีหลักประกันว่าจะรอดพ้นจากกลไกนิติสงครามของฝ่ายอนุรักษนิยม
ยิ่งไปกว่านั้น การสูญเสียการควบคุมทั้งในกระทรวงมหาดไทยและวุฒิสภา ทำให้พรรคเพื่อไทยตกอยู่ในฐานะผู้ตามในกระดานอำนาจ การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องขึ้นอยู่กับการยินยอมของ พรรคภูมิใจไทย
รัฐบาลเครือข่ายทักษิณ จึงมีอายุขัยที่เปราะบางและสุ่มเสี่ยงต่อการสะดุดล้มลงได้ทุกเมื่อ ในที่สุดเมื่อ ภูมิใจไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน พรรคเพื่อไทย ก็ต้องยอม กลืนเลือด เข้าร่วมรัฐบาล
หนึ่งสูญสลาย หนึ่งติดหล่มกาลเวลา
ภาพสะท้อนความผันแปรของประวัติศาสตร์ 20 ปี ปรากฏชัดเจนที่สุดผ่านชะตากรรมของสองบุคคลที่มีบทบาทนำในการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบกและหัวหน้าคณะรัฐปรหาร เคยเป็นผู้ชี้ชะตาประเทศด้วยกำลังอาวุธ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ด้วยการตั้ง พรรคมาตุภูมิ กลับไม่สามารถสร้างฐานอำนาจในระบบรัฐสภาได้
หลังความล้มเหลวในการประสานประโยชน์ทางการเมือง เขาเลือกที่จะยุติบทบาท ยุบพรรค และโลว์โปร์ไฟล์ตัวเอง กลายเป็นเพียงตัวแสดงชั่วคราวที่ถูกใช้เพื่อเปิดทางให้แก่ดุลอำนาจใหม่
ขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้เคยระดมมวลชนเสื้อเหลืองชุมนุม จนนำมาสู่เหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ทำให้ ทักษิณ ต้องอยู่ต่างประเทศยาว 17 ปี ได้พยายามหวนกลับมาประกาศรวบรวมมวลชนลงสู่ท้องถนนอีกครั้ง เพื่อต่อต้านเครือข่ายทุนและการเมืองข้ามชาติ
แต่พลังการขับเคลื่อนกลับไม่อาจเทียบเคียงกับอดีต การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ถูกมองว่าเป็น "ม็อบน้ำหมาก" ที่ สนธิ ได้นิยามไว้เอง ประกอบด้วย ผู้ชุมนุมวัยเกษียณฯ ซึ่งขาดแนวร่วมจาก คนรุ่นใหม่ และ ชนชั้นกลางในเมือง
แม้แกนนำจะพยายามตอกย้ำว่าการต่อสู้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ ความศรัทธา แต่การเมืองบนท้องถนนที่ปราศจากแนวร่วม ไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของอำนาจรัฐในปัจจุบันได้
สองทศวรรษหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าอำนาจนั้นไม่จีรัง พล.อ.สนธิ ผู้กุมกำลังทหารต้องเลือนหายไปตามกาลเวลา สนธิ ลิ้มทองกุล ติดอยู่ในวังวนของรูปแบบการชุมนุมที่พ้นยุคสมัย และ ทักษิณ ชินวัตร ต้องยอมจำนนต่ออำนาจ "ฝ่ายอนุรักษนิยม"
ในทางกลับกัน อนุทิน ชาญวีรกูล และ เนวิน ชิดชอบ ได้แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ข้อผิดพลาดทางการเมืองในอดีต หันมาควบคุมจุดยุทธศาสตร์สร้างภาพจับมือได้กับทุกฝ่าย แม้จะมีภาพเป็น "ตัวแทนฝ่ายอนุรักนิยม" ควบคู่สร้างฐานอำนาจผ่าน ฝ่ายปกครอง ของมหาดไทย และ วุฒิสภา
การเปลี่ยนผ่านจาก อดีตรัฐมนตรีช่วย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง สู่การเป็น นายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่เป็น เคล็ดวิชาการเมือง ที่สั่งสม "รู้เวลา-เห็นจังหวะ-เข้าใจบริบท" จึงอยู่ใน "อำนาจ" ได้นาน
เว้นแต่มี "สนิมเนื้อใน" เกิดขึ้น เฉกเช่นมรสุม "ระบอบสีน้ำเงิน" ก่อนหน้านี้ ที่เปิดศึกกันเอง
อ้างอิง





